วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

คอลัมน์ เอ็มดี 'บขส.' สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต เปิดแผนหนีตายท่ามกลางโควิดรอบใหม่ 'ขาดทุนสูงสุดในรอบ 91 ปี'

 24 ก.ค. 2564 06:16 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ประเสริฐ จารึก
เพิ่งครบรอบ 91 ปี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 นับเป็นปีที่ 91 ของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ต้องเผชิญความท้าทายและความยากลำบาก จากวิกฤตที่ถาโถม
ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ซบหนัก การระบาดของโควิด-19 ที่เชื้อยังลามไปทั่วประเทศไม่หยุด สร้างความระส่ำระสายให้ธุรกิจทั่วหน้า
รวมถึง ธุรกิจรถทัวร์ ที่ได้รับแรงกระแทกจากโควิด-19 อย่างเต็มเหนี่ยว นับจากโควิด-19 เข้ามาระบาดในประเทศไทยระลอกแรกเมื่อต้นปี 2563 สร้างความหวาดกลัว คนเดินทางน้อยลง ทำให้ผู้โดยสารใช้บริการรถทัวร์ลดลงอย่างต่อเนื่องมาถึงเดือนกรกฎาคม 2564 ที่มีผู้โดยสารเป็นศูนย์
เป็นผลจากมาตรการ ล็อกดาวน์ ที่รัฐบาลประกาศยกระดับความเข้มข้น สกัดการระบาดโควิด-19 ในพื้นที่สีแดงเข้มและเข้มงวดสูงสุด 13 จังหวัด กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี สงขลา นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
ห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 21.00-04.00 น. งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดที่ไม่มีเหตุจำเป็น ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม- 2 สิงหาคม 2564 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบัน ธุรกิจรถทัวร์ ตกอยู่ในห้วงขาลงมาหลายปี นับตั้งแต่มีสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์มาเป็นคู่แข่ง แย่งผู้โดยสาร แต่มรสุมครั้งนั้น ยังไม่หนัก
หนาสาหัสเท่ากับ โควิด-19 ในเวลานี้'มติชน' สัมภาษณ์พิเศษ สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ถึงผลกระทบ การรับมือ การบริหารความเสี่ยงบริษัท ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติจากการระบาดของโควิด-19 ที่เอ็มดี บขส.บอกว่า 'เป็นแผนหนีตาย'ผลกระทบจากโควิดและการล็อกดาวน์?
การล็อกดาวน์รอบแรกพื้นที่ 10 จังหวัด มีผลตั้งแต่วันที่ 12-25 กรกฎาคมที่ผ่านมา บขส.หยุดให้บริการทุกเส้นทางในพื้นที่ภาคใต้ เพราะเป็นการวิ่งระยะยาว ติดมาตรการเคอร์ฟิวช่วง 21.00-04.00 น. เหลือเดินรถ 8 เส้นทาง วิ่งช่วงกลางวัน ระยะทางไม่เกิน 500 กิโลเมตร ให้บริการวันละ 1 เที่ยววิ่ง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก จาก 10 เส้นทาง เหลือ 5 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯนครพนม, กรุงเทพฯ-เลย-เชียงคาน, กรุงเทพฯ-สุรินทร์, กรุงเทพฯ-สังขะ-ขุขันธ์-กันทรลักษณ์-เดชอุดมอุบลราชธานี และกรุงเทพฯ-รัตนบุรี และภาคเหนือ ให้บริการเดินรถ 3 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-คลองลาน, กรุงเทพฯ-หล่มเก่า, กรุงเทพฯ-อุตรดิตถ์
ส่วนรถร่วมเอกชนรายใหญ่ๆ ขอหยุดให้บริการชั่วคราว 2-3 ราย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เพราะมีผู้โดยสารใช้บริการน้อย
บขส.ให้ความช่วยเหลือให้หยุดวิ่งได้โดยไม่คิดค่าปรับ ลดค่าธรรมเนียมให้เท่าที่ทำได้ ขณะที่ บขส.เองไม่ได้รับ การเยียวยาจากภาครัฐ เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องหยุดตามนโยบายอยู่แล้ว
ล่าสุดจากการยกระดับมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ใน 13 จังหวัด บขส.หยุดให้บริการเดินรถทุกเส้นทางชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม-2 สิงหาคม 2564 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ยกเว้นรถขนส่งพัสดุภัณฑ์ที่ยังเปิดให้บริการทั้งภาคเหนือสายเชียงใหม่ เชียงราย ภาคอีสานสายนครพนม, หนองคาย, อุบลราชธานี และภาคใต้ ภูเก็ต หาดใหญ่ และสุไหงโก-ลก ตั้งแต่เวลา 06.00-19.30 น.
ผู้โดยสาร บขส. ที่ซื้อตั๋วล่วงหน้าเดินทางระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม-2 สิงหาคม สามารถติดต่อขอคืนตั๋ว หรือเลื่อนการเดินทางได้จนถึงสิ้นปี 2564 ที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส.ทั่วประเทศ ส่วนผู้โดยสารที่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอคืนเงินค่าตั๋วไม่ได้ แต่สามารถแจ้งเลื่อนการเดินทางได้
ส่วนรถร่วมที่เป็นรถโดยสารขนาดใหญ่วิ่งระยะทางยาวจะหยุดหมดทุกเส้นทางเช่นกัน เปิดบริการเฉพาะรถตู้โดยสารวิ่งระยะสั้นในพื้นที่ 13 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯนครปฐม กรุงเทพฯ-อยุธยา เป็นต้น แต่ลดปริมาณผู้โดยสารลงเหลือ 50% เพื่อลดความแออัดตามคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)
*จากมาตรการส่งผลกระทบต่อรายได้บขส.มากน้อยแค่ไหน?
ประเมินว่าตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม บขส.จะมีรายได้เป็นศูนย์ จากการที่เราลดการเดินรถในรอบแรกจากมีผู้โดยสารใช้บริการวันละ 20,000 คน เหลือวันละ 8,000 คน และหยุดให้บริการทุกเส้นทางรอบที่สองหลังมีการขยายและยกระดับมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นสูงสุด คาดว่าจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้นเป็นเดือนละ 60-70 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ขาดทุนอยู่ที่เดือนละ 40-50 ล้านบาท เพราะไม่มีรายได้เลย
ขณะที่รายจ่ายประจำเรายังมีอยู่ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่ารถโดยสารที่ บขส.เช่าจากเอกชนประมาณ 3-4 บริษัท เช่น บริษัทเชิดชัย บริษัทธนบุรี ร่วมๆ 20 ล้านบาทต่อปี จะเจรจาเอกชนขอขยายเวลาออกไปแทนการจ่ายค่าเช่ารายเดือน
ตอนนี้ บขส.มีรายได้แค่การขนส่งพัสดุภัณฑ์ แต่ก็ไม่มาก เพราะรถโดยสารหยุดวิ่งบริการ เราต้องเสียค่าเช่ารถมาวิ่งขนส่งพัสดุภัณฑ์เพิ่มอีก 4 คัน จากเดิมมีอยู่ 6 คัน รวมเป็น 10 คัน เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ชดเชยรายได้ค่าโดยสารที่หายไปในช่วงนี้*ปีนี้ประมาณการรายได้และการขาดทุน ของ บขส.ไว้อย่างไร?
รายได้ของ บขส.จะคิดตามปีงบประมาณ ย้อนกลับไปเมื่อปีงบประมาณ 2562 เป็นช่วงเวลาปกติ บขส.มีรายได้อยู่ที่ 3,397 ล้านบาท มีกำไรกว่า 1 ล้านบาท ต่อมาในปี 2563 เป็นปีแรกที่เกิดโควิด ทำให้ บขส.มีรายได้รวมลดลงเหลืออยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่าย 2,800 ล้านบาท ทำให้ขาดทุนไปกว่า 500 ล้านบาท
สำหรับปี 2564 ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เราตั้งเป้าจะมีรายได้รวม 3,300 ล้านบาท มีกำไร 85 ล้านบาท แต่เมื่อมีโควิดระบาดหลายระลอก ทำให้สถานการณ์ไม่ปกติ คาดว่าจะมีรายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท และขาดทุนมากขึ้นจากปีที่แล้วเป็น 2 เท่า โดยคาดว่าจะขาดทุนจากการดำเนินงานอยู่ที่ 990 ล้านบาท และขาดทุนในทางบัญชี (รวมค่าเสื่อม) อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ปีนี้นับเป็นปีที่ บขส.ขาดทุนมากที่สุดในรอบ 91 ปี ตั้งแต่บริษัทเปิดดำเนินการมา*ขาดทุนมากขนาดนี้ ถือว่าบขส.มีความเสี่ยงขนาดไหน?
สถานการณ์ปีนี้อยู่ในสถานะที่บริษัทมีความเสี่ยง ในปีหน้าถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ต้องเตรียม แผนหาเงินสำรอง หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง เนื่องจากกระแสเงินสดที่มีอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ตอนนี้เริ่มลดลง คาดว่าถึงเดือนกันยายน 2564 จะเหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท
เนื่องจาก บขส.ต้องดึงเงินสะสมออกมาใช้ เพื่อชดเชยการขาดทุนทุกๆ เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาเฉลี่ยเดือนละ 50-60 ล้านบาท และจากสถานการณ์โควิดที่ยังไม่คลี่คลาย ประเมินว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายนกันยายนนี้ จะต้องดึงเงินสะสมออกมาใช้อีกเดือนละ 100 ล้านบาท รวม 4 เดือน ก็เป็นเงิน 400 ล้านบาท เพื่อมาชดเชยการขาดทุนจากการเดินรถ ในปีหน้าเราคิดว่ายังพอไหวอยู่ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น เป็นแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ บขส.ก็คงจะไม่รอด ต้องกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องอีก 1,200 ล้านบาท*หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นนอกจากเตรียมเงินกู้ไว้เป็นแผนสำรองแล้ว จะลดต้นทุน อื่นๆ อีกหรือไม่?
ปัจจุบัน บขส.กำลังทำ escape plan หรือแผนหนีตายอยู่ ปีนี้ได้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้พอสมควร คิดเป็นเงินร่วม 100 ล้านบาท เช่น ค่าอบรม ค่าสัมมนา ค่าระบบไอทีที่ชะลอได้ก็ให้ชะลอออกไปก่อน ค่าเช่ารถโดยสารจากเอกชนที่หมดสัญญา จำนวน 70 คัน ซึ่งเราไม่ต่อสัญญา สามารถประหยัดไปได้กว่า 20 ล้านบาท เพื่อเตรียมการรองรับการเปลี่ยนไปใช้ระบบพลังงานทางเลือก
นอกจากนี้ยังมีแผนเออร์ลี่ รีไทร์ พนักงานบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก ให้สอดรับกับการพัฒนาระบบการบริการในยุคดิจิทัล จึงต้องลดปริมาณคนลง อยู่ระหว่างทำข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) บขส.พิจารณาอนุมัติ เป็นไปตามนโยบายบอร์ดให้ปรับลดขนาดองค์กร ไม่รับคนเพิ่ม หากมีเกษียณก็ให้ทำการหมุนเวียนสับเปลี่ยนคนแทน เพื่อลดต้นทุนและภาระค่าใช้จ่าย
เนื่องจากพนักงานมีอยู่ 2,850 คน ยังมีสัดส่วนคนที่มากกว่างานที่ทำ จึงต้องปรับลดลง ในเบื้องต้นตั้งเป้าจะลด 180 คน เริ่มล็อตแรกในปีหน้า จะเปิดให้พนักงานเข้าร่วมโครงการเออร์ลี่ รีไทร์ ประมาณ 70-80 คน เป็นพนักงานในส่วนของการบริการขายตั๋วโดยสารและบริการที่ชั้นชานชาลา จากที่มีอยู่ทั้งหมด 100 กว่าคน
เพราะเราได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีการจำหน่ายตั๋วโดยสารให้ทันสมัย เป็นขายผ่านระบบออนไลน์ที่หน้าเคาน์เตอร์ บขส. กำลังเซ็ตระบบจะเสร็จในเดือนกรกฎาคม และเริ่มใช้ในเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องเข้าคิวรอซื้อตามช่องจำหน่ายตั๋วเหมือนที่ผ่านมา เป็นการยกระดับการบริการของ บขส.ไปสู่ดิจิทัล ทรานสปอร์ตตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม*จะชะลอแผนการลงทุนใหม่ๆ หรือไม่?
มีปรับแผนจะไม่มีการเช่ารถโดยสารอีกต่อไป ส่วนที่ยังมีสัญญาเก่าอยู่ยังเดินหน้าต่อ อย่างเช่นรถชองเชิดชัย ยังไม่หมดสัญญาอีกประมาณ 50-60 คัน ก็ยังคงเช่าต่อ เพื่อรองรับการเปลี่ยนไปใช้ระบบพลังงานทางเลือกในอนาคต เช่น รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือรถ EV หรือรถ NGV อยู่ระหว่างให้ทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ทำการศึกษา จะสรุปจัดเป็นแผนงานในปี 2565 และเริ่มดำเนินการในปี 2566 โดยรูปแบบจะเป็นการเช่าแทนการซื้อใหม่ จะประหยัดต้นทุนได้มากกว่า*ประเมินสถานการณ์การเดินรถของบขส.จะกลับมาดีขึ้นเมื่อไหร่?
ผลกระทบโควิดมาเป็นระลอก เมื่อต้นปี 2563 ระลอกแรกมีล็อกดาวน์ 14 วันแล้วดีขึ้น ช่วงระลอกปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 สัญญาณเริ่มดีขึ้น มีคลายล็อกให้เดินทางได้ แต่หลังเดือนเมษายนเริ่มระลอก 3
คนเริ่มชะลอการเดินทางมาจนถึงปัจจุบันถือว่าหนักมาก เพราะรอบนี้สายพันธุ์ของเชื้อที่ระบาดแตกต่างจากต้นปี 2563 รอบนี้เชื้อระบาดและกลายพันธุ์ใหม่เร็ว
คาดหวังภายในไตรมาส 4 ของปีนี้น่าจะดีขึ้น หลังจากที่รัฐเร่งฉีดวัคซีน แต่ถ้าหากยอด ผู้ป่วยโควิดยังมีจำนวนมากอยู่ คงจะลำบากต่อการเดินทาง แต่ถ้าไม่มีการเดินทาง คงกระทบต่อ บขส. เพราะเราทำหน้าที่ขนคนกับขนของจากกรุงเทพฯไปต่างจังหวัด ถ้าเดินทางไม่ได้ก็กระทบเราเต็มๆ ปีหน้าก็ต้องวางแผนเตรียมรับมือกับสถานการณ์ให้ดี*แผนการหารายได้ในระยะสั้นและระยะยาว?
กำลังพิจารณานำที่ดิน 4 แปลง พัฒนาหารายได้ จะเปิดประกาศให้เอกชนที่สนใจพัฒนาลงทุนโครงการระยะยาว ได้แก่ ที่ดินสถานีขนส่งเอกมัย เนื้อที่ 7 ไร่ ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีขนส่งปิ่นเกล้า เนื้อที่ 15 ไร่ สถานีขนส่งบริเวณสามแยกไฟฉาย เนื้อที่กว่า 3 ไร่ ใกล้สถานีแยกไฟฉายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสถานีขนส่งชลบุรี เนื้อที่ 5 ไร่
ขณะนี้เตรียมยกร่างประกาศทีโออาร์เพื่อเปิดประมูลพัฒนาที่ดินสถานีสามแยกไฟฉาย มีเอกชน 2-3 ราย สนใจจะเช่าพัฒนาเป็นศูนย์กระจายสินค้า และคอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ จากนั้นจะเปิดประมูลสถานีขนส่งปิ่นเกล้าเป็นแปลงต่อไป
ส่วนสถานีขนส่งเอกมัย ต้องทบทวนรูปแบบการพัฒนาใหม่ เนื่องจากที่ดินมีขนาดเล็กและอยู่ในเมือง จะใช้เงินลงทุนสูง โดยผลศึกษาเดิมจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนรูปแบบพีพีพีเป็นมิกซ์ยูส มีสถานีขนส่งผู้โดยสาร ร้านค้า สำนักงาน โรงแรมและที่จอดรถ อาจจะไม่มีเอกชนสนใจลงทุน เพราะมูลค่าโครงการสูง ไม่คุ้ม กำลังให้ทำการศึกษาว่าถ้าประกาศเชิญชวนให้นักลงทุนมาเสนอไอเดียรูปแบบการลงทุนและพัฒนาจะดีกว่าหรือไม่
สำหรับสถานีขนส่งชลบุรี เป็นสถานีขนส่งเก่า จะพัฒนาเป็นรูปแบบอื่น มีแนวคิดว่าจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อกับ 3 จังหวัดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี กำลังหารือร่วมกับอีอีซี เช่น จะพัฒนาเป็นฮับของ บขส.และดูแลการเดินรถใน 3 จังหวัดอีอีซี คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และเน้นรถโดยสารเป็นพลังงานไฟฟ้า การดำเนินการ บขส.อาจจะลงทุนเอง หรือให้ผู้ประกอบการรถโดยสารที่สนใจเข้ามาลงทุน จะให้ได้ข้อสรุปกลางปีหน้า
เรื่องการพัฒนาที่ดินเป็นแผนสร้างรายได้ในระยะยาว น่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในปีหน้าเป็นต้นไป ส่วนการหารายได้ในระยะสั้นตอนนี้เหนื่อย พยายามเน้นเรื่องการขนส่งพัสดุภัณฑ์
ที่ทำอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2560 ตอนนั้นเราทำเพื่อหารายได้เสริม หลังได้รับผลกระทบจากโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ทำให้ผู้โดยสารลดลง เนื่องจากเปลี่ยนไปใช้บริการโลว์คอสต์แอร์ไลน์กันมากขึ้น เพราะใช้เวลาเดินทางเร็วกว่ารถโดยสารสาธารณะ
ตอนนี้เราก็ต้องทำการตลาดให้มากขึ้น หาลูกค้าใหม่เพิ่มและจัดโปรโมชั่น ที่ผ่านมาการขนส่งพัสดุภัณฑ์ทำรายได้ให้ บขส.ปีละกว่า 100 ล้านบาท แต่ปีนี้คงจะลดลงเหลือประมาณ 80 ล้านบาท เพราะติดโควิด เดินรถไม่ได้ เราต้องขนสินค้าพัสดุภัณฑ์ไปกับใต้ท้องรถและที่นั่งที่ว่างของรถที่วิ่งให้บริการ ในอนาคตเรามีแผนจะร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ อยู่ระหว่างพิจารณาจะร่วมกันในรูปแบบไหน*ความคืบหน้าการย้ายสถานีขนส่งสายใต้ใหม่และสถานีขนส่งหมอชิต2?
สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ตอนนี้ให้อยู่ที่ถนนบรมราชชนนีไปก่อน ถ้าจะนำกลับมาที่เดิมคือสถานีขนส่งปิ่นเกล้าหรือขนส่งสายใต้เก่า ไม่น่าจะมีประโยชน์ กรณีเรื่องของรถตู้ที่ย้ายไปอยู่แล้วบ่นว่าไกล หากได้ผู้พัฒนาสถานีขนส่งสายใต้เก่า เราจะเจรจาให้ทำจุดจอดสำหรับให้รถตู้พักและขับวนออกไปได้
ส่วนสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯหรือหมอชิต 2 ซึ่งเป็นที่เช่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย ภายใน 5 ปีนี้ (2564-2570) บขส.ยังคงอยู่ที่เดิม ยังไม่ย้ายออกไป ทางกระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้อยู่ไปก่อน เพราะถ้าย้าย เงินทุนเราไม่มีไปสร้างสถานีแห่งใหม่ อยู่ระหว่างเจรจากับการรถไฟฯเรื่องค่าเช่าเก่าที่ยังค้างและค่าเช่าใหม่ที่จะอยู่ต่ออีก 5 ปี เราขอในอัตราที่ไม่แพงมาก เพราะเป็นหน่วยงานแบบรัฐต่อรัฐด้วยกัน
ภายในปี 2565 บขส.ต้องคืนพื้นที่ให้การรถไฟฯ ประมาณ 14 ไร่ จากเดิม 70 กว่าไร่ จะเหลือ50 กว่าไร่ ขณะเดียวกันต้องเจรจาหาข้อสรุปการใช้พื้นที่บริเวณสถานีหมอชิตเก่า (บีทีเอสหมอชิต) กับกรมธนารักษ์และบริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด (BKT) ผู้เช่าที่ดินกรมธนารักษ์พัฒนาโครงการหมอชิตคอมเพล็กซ์ ตามแผนจะให้พื้นที่ บขส.ประมาณ 112,000 ตารางเมตร รองรับการย้ายการเดินรถบางส่วนกลับไปที่เดิม เนื่องจากยังมีหลายเรื่องที่ไม่มีความชัดเจนและทางโครงการยังไม่เริ่มการก่อสร้างแต่อย่างใด

ที่มา: นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 25 ก.ค. 2564 (กรอบบ่าย)
News Code: tran labor g:matichon g:agency g:paper g:mati p:mtcd v:paperl

Comment