วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

คอลัมน์: ตลาดความคิดรุ่นใหม่การเมือง: 'ณพพงศ ธีระวร' ตัวแทน 'คนตัวเล็ก' สู่ 'พลังประชารัฐ'

 09 ต.ค. 2561 03:00 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

"เอสเอ็มอี" (Small and Medium Enterprises; SME) หมายถึง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อยู่กับประเทศไทยมายาวนาน
ข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ประเมินภาพรวมเอสเอ็มอีไทยพบว่า มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอี มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นและคาดว่าสิ้นปี 2561 จะอยู่ที่ 43.3% ของจีดีพีรวมประเทศ หรือเพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสแรกอยู่ที่ 42.8% ถือว่าสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอีจะเพิ่มสูงขึ้นในรอบหลายไตรมาสที่ผ่านมา
การปรับเพิ่มขึ้นของสัดส่วนจีดีพี เอสเอ็มอี เป็นผลมาจากการปรับธุรกิจของ ผู้ประกอบการ ทั้งใช้เทคโนโลยี การมุ่งสู่อี-คอมเมิร์ซ การลดต้นทุนการผลิตลด 10% การหาทางเพิ่มรายได้ขึ้น 10-20% รวมถึงผลจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐในการส่งเสริมเอสเอ็มอี
แต่เอสเอ็มอีบางส่วนยังไม่แข็งแรง และจุดนี้เองที่ทำให้ "ณพพงศ์ ธีระวร" หรือ ดร.เอก ชายหนุ่มวัย 45 ปี จาก อ.รามัน จ.ยะลา ผันตัวจากภาคเอสเอ็มอี (ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย) มาผลักดันนโยบายที่จะช่วยคนตัวเล็กให้มีโอกาสบนโลกการค้าที่เรียกว่า "ช้าไม่ได้"
"ผมชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคมตั้งแต่ เป็นนักศึกษา ในระหว่างเรียนปริญญาเอก ได้รับตำแหน่งประธานสมาคมส่งเสริม เอสเอ็มอี (ATSME-สงขลา) จ.สงขลา ต่อมารับหน้าที่ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน กรรมการหอการค้าไทย ก่อนที่จะมารับตำแหน่งประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เมื่อปี 2558 (ล่าสุดลาออกแล้ว)"
ณพพงศ์ระบุว่า ในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมาได้ทำงานประสานกระทรวงต่างๆ กับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และการทำงานให้แก่ภาคเอกชนในด้านเศรษฐกิจ ทำให้เข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของประเทศ ในการช่วยเหลือคนตัวเล็ก หรือธุรกิจเอสเอ็มอี และร่วมมือกับทุกฝ่ายผลักดันให้คนตัวเล็กมีโอกาส
"สามปีที่ผ่านมาตัวเลขการเติบโตของเอสเอ็มอีนั้นดีขึ้นหลายด้าน จีดีพีของ เอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 42 ของจีดีพีทั้งประเทศ ดังนั้นสามปีข้างหน้าผมอยากจะให้จีดีพีของเอสเอ็มอีไทยไปแตะร้อยละห้าสิบให้ได้"
เมื่อถามถึงการตัดสินใจลงสนามการเมือง อดีตประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า "เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดครั้งหนึ่ง ที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดที่จะลงสนามการเมือง การเข้ามาครั้งนี้(ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ) ผมไม่ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนด้านการเมือง แต่ขอเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาและปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ให้ได้มากที่สุดให้แก่พี่น้องเอสเอ็มอี ที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ"
"ผมอยากเห็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ผมสัมผัสมาตั้งแต่เกิด ผมอยากทำการ "ต่อเชื่อม" ช่องว่างระหว่างนโยบาย และเอสเอ็มอี "ปลดล็อก" ข้อจำกัดต่างๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก "ผลักดัน" นโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนตัวเล็ก ผมและทีมงานอีกยี่สิบกว่าคนที่ทำงานกับคนตัวเล็กมานั้น วันนี้มาทำงานให้พรรคในฐานะคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยคนตัวเล็กทั่วประเทศมีโอกาสแบบเป็นระบบและจะทยอยแนะนำตัวกับสังคมเพื่อขอโอกาสในการอาสาทำงานนี้"
ทั้งหมดคือความมุ่งมั่นที่ทำให้ณพพงศ์และคณะตัดสินใจร่วมงานกับพลังประชารัฐ เพื่อดำเนินการให้เรื่องนี้ลุล่วงและถึงฝั่งฝัน แต่ชุดความคิดนี้จะตอบโจทย์ของสังคม หรือไม่--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Comment
Related