วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

เปิดตำรา คนบนฟ้าสอนเรื่องดิน

 06 ธ.ค. 2561 04:00 น. | หมวดหมู่ การยกระดับคุณภาพชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เรื่อง กาญจนา
ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เมืองเกษตรกรรมอย่างไทยจะมีอะไร
สำคัญไปกว่า "ดิน" ทรัพยากร ธรรมชาติที่มีผลต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติและสภาพแวดล้อม ซึ่งคนไทยช่างโชคดีที่มีองค์ความรู้เรื่องการอนุรักษ์และพัฒนาดินจาก "นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม" รางวัลที่สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และมีมติให้วันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์เป็น "วันดินโลก" เพื่อเชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดิน รวมทั้งรณรงค์ให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของดิน และความจำเป็นในการจัดการทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ จำนวน 6 ศูนย์ โดยมีแนวทางและวัตถุประสงค์ตามใจความพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
"...เป็นการสาธิตการพัฒนาเบ็ดเสร็จ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างทุกด้านของชีวิตประชาชนที่จะหาเลี้ยงชีพในท้องที่จะทำอย่างไร และได้เห็นวิทยาการแผนใหม่จะสามารถที่จะหาดูวิธีการ จะทำมาหากินให้มีประสิทธิภาพ..."
นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริยังแก้ปัญหาเรื่องดินที่แตกต่างกัน นั่นคือ แกล้งดินแก้ดินเปรี้ยว
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จ.นราธิวาส เคยเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินพรุและดินเปรี้ยว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ลองทำโครงการแกล้งดิน โดยทำให้ดินที่เปรี้ยวอยู่แล้วให้เปรี้ยวจัดที่สุดจนไม่สามารถปลูกพืชชนิดใดๆ ได้ จากนั้นให้หาวิธีปรับปรุงดินให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ ด้วยการใช้น้ำดีเข้าไปล้างความเปรี้ยวออก และใช้ปูนขาวเทลงดินเพื่อยกค่าพีเอชให้สูงขึ้น เมื่อดินมีค่าความเป็นกรดน้อยลงแล้วก็ทำให้ปลูกข้าวได้อีกครั้ง
องค์ความรู้จากการแกล้งดินและการปรับปรุงดินจากดินเปรี้ยวให้เป็นดินดีถูกนำไปใช้ทั่วประเทศ หากพื้นที่ใดมีระบบชลประทานสมบูรณ์ก็จะใช้วิธีปล่อยน้ำดีเข้ามาล้างดินร่วมกับการใช้ปูนขาว แต่หากพื้นที่ของเกษตรกรไม่มีระบบน้ำก็ใช้ปูนขาว ซึ่งในประเทศไทยมีพื้นที่ดินเปรี้ยวอยู่ราว 1.7 ล้านไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่ม ผลของการแกล้งดินจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จึงเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรจำนวนมากชลประทานแก้ดินขาดความชื้น
แต่เดิมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วย ฮ่องไคร้ฯ จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำป่าเต็งรังที่เสื่อมโทรม ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้ใช้ลุ่มน้ำเป็นระบบชลประทาน เพราะหากสภาพป่าเต็งรังตามลุ่มน้ำได้รับการพัฒนาจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวเปลี่ยนป่าต้นน้ำลำธารของภาคเหนือ
การพัฒนาดินที่ขาดความชื้นสามารถทำได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์
4 อย่าง คือปลูกไม้ใช้สอย ไม้ผล และไม้เชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ส่วนประโยชน์อย่างที่ 4 คือ ได้อนุรักษ์ดินและคงความชุ่มชื้นในดินไว้ นอกจากนี้ สำหรับพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำสามารถแก้ไขได้ด้วยระบบน้ำชลประทาน โดยการปล่อยน้ำผ่านท่อจากสันเขา ในร่องห้วยต้องสร้างฝายเป็นระยะ
เพื่อเพิ่มระดับน้ำผิวดินและใต้ดิน และต้องขุดคลองไส้ไก่ขนาดเล็กเพื่อส่งน้ำออกไปเพิ่มความชื้นให้กระจายออกทั่วพื้นที่ ซึ่งฝายต้นน้ำจะเป็นแนวกันไฟเปียกที่ลดความรุนแรงและการลุกลามของไฟป่าได้อีกด้วย
ปลูกป่าแก้ดินทราย
ในอดีตสภาพภูมิประเทศ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดใกล้เคียง มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก แต่ภายหลังได้มีราษฎรเข้ามาบุกรุกแผ้วถางป่า ทำการเกษตรอย่างผิดวิธี และใช้สารเคมีที่ส่งผลเสียต่อดินและน้ำ ทำให้พื้นที่เปลี่ยนสภาพ
ไปอย่างรวดเร็ว หน้าดินถูกชะล้าง และกลายเป็นดินทรายและดินดานที่ไม่มีแร่ธาตุ
ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จ.เพชรบุรี เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้วยการปลูกป่าและจัดหาแหล่งน้ำ โดยจัดให้ราษฎรที่ทำกินเดิมได้มีส่วนร่วมในการรักษาป่าไม้และได้ประโยชน์จากป่า ควบคู่ไปกับการพัฒนาเกษตรกรรมที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาอาชีพ
เช่นเดียวกับที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ประสบปัญหาดินทราย จึงแก้ด้วยการจัดสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง สร้างสภาพป่าและไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ประกอบกับการใช้หญ้าแฝกเพื่อบำรุงดินและเก็บความชุ่มชื้น หลังจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ก็ได้ศึกษาหาเทคโนโลยีพัฒนาการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาหาความรู้และนำไปปรับใช้กับพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร ที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องดินเค็มและไม่สามารถอุ้มน้ำได้ให้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ โดยสามารถนำไปแก้ปัญหาดินในภาคอีสาน และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ จ.จันทบุรี
ที่โดดเด่นเรื่องจัดการทรัพยากรชายฝั่ง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงกุ้ง อาชีพที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรรอบอ่าวคุ้งกระเบนได้
"...ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเป็นศูนย์ที่รวบรวมกำลังทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ทุกกรม กอง ทั้งในด้านเกษตร หรือในด้านสังคม ทั้งในด้านหางานการส่งเสริมการศึกษามาอยู่ด้วยกัน ก็หมายความว่าประชาชนซึ่งจะต้องใช้วิชาการทั้งหลายก็สามารถที่จะมาดู ส่วนเจ้าหน้าที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่ประชาชนก็มาอยู่พร้อมกันในที่เดียวกันเหมือนกัน..." พระราชดำรัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
หญ้าแฝกแก้ดินตื้น
อีกหนึ่งตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาดินจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี
อนุรักษ์ คลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาฯ เขาชะงุ้ม กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาดินตื้น เนื่องจากเคยเป็นฟาร์มปศุสัตว์เก่า และเกษตรกรเคยใช้ที่ดินผิดวิธี มีการตัดไม้นำไปเผาถ่านทำให้หน้าดินถูกชะล้างจนกลายเป็นดินตื้นและดินลูกรัง ส่งผลให้ดินไม่มีความชื้นและทำการเกษตรไม่ได้ในที่สุด
"ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งให้ฟื้นที่ดินผืนนี้ให้มีความเขียวชอุ่ม ให้พื้นที่บนภูเขาเป็นผืนป่า ส่วนที่ดินด้านล่างทรงรับสั่งให้หาพืชเศรษฐกิจที่ใช้น้ำน้อยมาทดลอง ปลูก โดยเริ่มแรกได้ทดลองปลูกต้นนุ่น อ้อย ข้าวโพด และไม้ผล จากนั้นในปี 2535 พระองค์เสด็จฯ มาและทอดพระเนตรเห็นว่าพื้นที่ป่าบางส่วนได้ปรับสภาพด้วยตัวเองแล้ว ด้วยวิธีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เพราะไม้มีตออยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนเข้าไปรบกวน ตอเหล่านั้นก็จะแตกขึ้นมาเอง
ส่วนแปลงทดลองปลูกพืชอย่างต้นนุ่นก็สามารถเจริญเติบโตได้ และพระองค์ท่านยัง
ทรงรับสั่งถึงการปลูกหญ้าแฝก เพราะหญ้าแฝกสามารถรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ให้แก่ต้นไม้ โดยให้ปลูกต้นแฝกเป็นแนวยาว และเป็นครึ่งวงกลมรอบต้นพืชเพื่อรักษาความชื้นในดิน จนปัจจุบันศูนย์ฯ เขาชะงุ้มทั้งหมดมีความเขียวชอุ่ม เมื่อเทียบกับภาพในอดีตจะเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นพื้นที่แห้งแล้งและเป็นภูเขาหัวโล้น แต่ตอนนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้" อนุรักษ์ กล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาฯ เขาชะงุ้ม อธิบายต่อว่า หญ้าแฝกเป็นพืชใช้น้ำน้อย โตเร็ว มีระบบรากลึก คือรากจะสามารถชอนไชผ่านชั้นดินที่เป็นหินทำให้รักษาความชื้นในดินได้ดี และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยดักตะกอนดิน ไม่ให้หน้าดินถูกชะล้างไป นอกจากนี้ การปล่อยให้ป่าเติบโตเองตามธรรมชาติยังทำให้เกิดการสะสมของหน้าดิน และทำให้พื้นที่ป่าบนภูเขาเปลี่ยนจากป่าเต็งรังเป็นป่าเบญจพรรณ บ่งชี้ว่าป่ามีความหลากหลายของพันธุ์ไม้มากขึ้น
"สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาดินตื้นสามารถเข้ามาปรึกษากับทางศูนย์ฯ โดยทางเราจะแนะนำวิธีแก้ปัญหาด้วยการปลูกหญ้าแฝก และการบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยพืชสด
เช่น ปลูกปอเทือง โสนอัฟริกัน ถั่วพร้า หรือการใช้ปุ๋ยหมักที่ได้จากเศษวัสดุที่อยู่ในแปลงเกษตร ซึ่งทางศูนย์ฯ จะสนับสนุนต้นหญ้าแฝกหรือเมล็ดพันธุ์ปอเทืองให้กับเกษตรกรบางส่วน และสำหรับเกษตรกรที่มีปัญหาดินอื่นๆ เช่น ดินพรุ ดินเปรี้ยว ดินทราย ดินภูเขา ดินเลนชายทะเล ก็สามารถเข้ามาได้เช่นเดียวกัน เพราะเราสามารถส่งเรื่องต่อไปยังศูนย์ศึกษาฯ 6 แห่งทั่วประเทศไทยที่ได้ศึกษาดินแต่ละพื้นที่ พร้อมวิธีแก้ปัญหาที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของเกษตรกร"
สำหรับสภาพดินใน จ.ราชบุรี มักประสบปัญหาหน้าดินถูกชะล้าง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่เนินและภูเขา ทำให้หน้าดินถูกชะล้างลงไปสู่ที่ลุ่มแม่น้ำ รวมถึงยังมีปัญหาความชื้นในดินน้อย เนื่องจากราชบุรีมีปริมาณน้ำฝน 800-1,200 มิลลิเมตร/ปี ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกหญ้าแฝกนั่นเอง
"ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเคยรับสั่งไว้ว่าศูนย์ฯ นี้จะเป็นสถานที่ทดลอง และการ
ทดลองที่ได้จะต้องสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ส่วนงานทดลองไหนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น พืชที่ปลูกแล้วแต่ไม่ให้ผลผลิตเพราะไม่เหมาะกับพื้นที่ ก็ให้เก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เกษตรกรที่เข้ามาดูในพื้นที่ก็จะรู้ว่าสิ่งไหนทำได้ดีและสิ่งไหนที่ไม่ควรทำ" ผู้อำนวยการอนุรักษ์ กล่าวเพิ่มเติม
นอกจากนี้ เนื่องในวันดินโลก ทางศูนย์ศึกษาฯ เขาชะงุ้ม มีการจัดงานแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ วันที่ 5-7 ธ.ค. 2561 ได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรตินักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม นิทรรศการสืบสานศาสตร์พระราชาการพัฒนาที่ดิน งานเสวนาโดยกลุ่มหมอดินอาสา กิจกรรมนั่งรถรางชมศูนย์ฯ และช็อปปิ้งสินค้าเกษตรปลอดสารพิษจากชาวบ้าน ส่วนช่วงที่ 2 คือ วันที่ 24-31 ธ.ค. 2561 จะยังคงมีนิทรรศการให้ชม และเพิ่มเติมด้วยไร่ดอกทานตะวันที่จะบานสะพรั่งต้อนรับนักท่องเที่ยว
ดังที่กล่าวมาเห็นชัดว่า ประเทศไทยมีศูนย์ กรม กอง ที่พร้อมให้ความรู้เรื่องดินกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เป็นคำตอบให้ทุกปัญหาจากการทดลองจริงจนแตกฉาน ตามตำราของนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรมผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ทำให้โลกใบนี้มีวันดินโลก
บรรยายใต้ภาพ
บำรุงดินด้วยปอเทือง
โครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน
ความเขียวชอุ่มหลังพัฒนาดินด้วยวิธี ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Comment
Related