วันศุกร์ที่ 03 เมษายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

การพูดคุยสันติสุขมาถูกทางก็จริง แต่ต้องไม่ใช่ทางที่ 'บีอาร์เอ็น' กำหนด

 01 ก.พ. 2563 03:19 น. | หมวดหมู่ การเจรจาเพื่อสันติ
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เมือง ไม้ขม รายงาน
คงจะไม่เป็นการช้าเกินไปที่จะหยิบยกเรื่องการไป เยือนจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียของ ผบ.ทบ. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ และเรื่องราวของ โต๊ะพูดคุยสันติสุข ที่ครั้งนี้มี 2 แกนนำจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นที่เป็น ของจริง มาร่วม โต๊ะพูดคุย ซึ่งสื่อหลายแขนงได้รายงานเฉพาะ พื้นผิว และดูอย่าง ผิวเผิน ด้วยการให้น้ำหนักไปที่ อานัส อับดุลเราะห์มาน หรือ อุสตาส หีพนี มะเระ ในฐานะหัวหน้าการ พูดคุย ทั้งที่ถ้าดูตาม หน้าเสื่อ แล้ว คนที่มีความสำคัญมากกว่าคือ อับดุลอาซิซ ญะนัล ซึ่งเป็น เบอร์ 2 ของบีอาร์เอ็น
เรื่องแรกที่ต้องติดตามคือ การเดินทางไปเยือนจังหวัดอาเจะห์ เขตปกครองพิเศษ ภายในขบวนการอาเจะห์เสรี ในประเทศอินโดนีเซีย ของ บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็น ผบ.ทบ.คนแรกที่ไปเยือนเขตปกครองตนเองอาเจะห์ และพบปะกับผู้นำขบวนการอาเจะห์เสรี หรือ แกม และผู้นำกองทัพของอินโดนีเซีย
แน่นอนสารัตถะของการไปเยือนครั้งนี้ต้องมี นัย ที่แอบแฝง คือเรื่องของ ไฟใต้ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า กลุ่มผู้ติดอาวุธที่เป็น แนวร่วม ขบวนการบีอาร์เอ็น ที่ก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ได้รับการฝึกฝน และ บ่มเพาะ มาจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นได้ว่า โครงสร้างที่บีอาร์เอ็นจัดตั้งขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภาษาอินโดนีเซียเกือบทั้งหมด และแม้แต่อาวุธบางส่วนที่ แนวร่วม ในพื้นที่ใช้ในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนหนึ่งชิงจากเจ้าหน้าที่ไทย แต่ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากขบวนการอาเจะห์เสรี ซึ่งล่าสุดเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาก็มีข่าวว่า อาเจะห์เสรีมีการส่งอาวุธปืนให้กับบีอาร์เอ็น 500 กระบอก เพราะฉะนั้น การที่ บิ๊กแดง เดินทางไปเยือนเขตปกครองตนเองอาเจะห์ครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับแนวทางของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้
และเรื่องที่ 2 ที่สำคัญอีกเรื่องคือ ความคืบหน้าในการ พูดคุยสันติสุข ที่หยุดชะงักไปนาน หลังจากที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะ พูดคุยสันติสุข ได้รับการเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยแทน ซึ่งหลังจากที่รับหน้าที่ก็ได้มีการดำเนินการพูดคุยในทางลับมาโดยตลอด มีการพูดคุยในต่างประเทศหลายครั้ง โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ จากประเทศที่เป็นกลาง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เป็นแกนหลักในการนำพาตัวแทนของบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต ซึ่งเป็น ตัวจริง ของขบวนการบีอาร์เอ็นในประเทศมาเลเซีย ให้ได้พบกับคณะพูดคุยของฝ่ายไทย ก่อนที่จะมีการเปิดตัวประชุมอย่างเป็นทางการ และแถลงข่าวร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญคือ บนโต๊ะ พูดคุย ครั้งนี้ มีบุคคล 2 คนที่มีความสำคัญ ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของบีอาร์เอ็นที่มีบทบาทในขบวนการ นั่นคือ อานัส อับดุลเราะห์มาน ซึ่งเป็นชื่อตามบัตรประชาชนประเทศมาเลเซีย เพราะบุคคลผู้นี้เป็นคน 3 สัญชาติ 1.สัญชาติไทย 2.สัญชาติมาเลเซีย และ 3.สัญชาติอินโดนีเซีย
สำหรับชื่อไทยของเขาคือ นายหีพนี มะเระ ภูมิลำเนาเดิม ก่อนที่จะหลบหนีเพราะถูกออกหมายจับจากทางการไทย อยู่ที่ ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา เคยเป็นครูหรืออุสตาส ที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ สอนอยู่ในชั้น ดิพโพลา เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง ของ เหมา เจ๋อตง ผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน และ ซูกาโน ผู้นำประเทศอินโดนีเซีย เป็นคนที่ สะแปอิง บาซอ เจ้าของโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ และประธานบีอาร์เอ็นผู้ล่วงลับให้ความไว้วางใจ สำหรับความสำคัญในบีอาร์เอ็นนั้น อานัส อับดุลเราะห์มาน หรือ นายหีพนี มะเระ คือหนึ่งในผู้นำทางจิตวิญญาณ รับผิดชอบแผนงานยุทธศาสตร์ในภาพรวมของบีอาร์เอ็น จบการศึกษาจากเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เป็นสมาชิก เพอมิตี รุ่น 1888 รุ่นเดียวกับอำหมัดมูริส วาเต๊ะ จบปริญญาโทที่ประเทศอียิปต์ และเป็นผู้ บ่มเพาะ กลุ่มนักศึกษาในอียิปต์เข้าสู่ขบวนการบีอาร์เอ็น ที่สำคัญบุคคลผู้นี้ผ่านการเรียนรู้ ขบวนการสันติภาพ จากประเทศเยอรมนี และที่ต้องจับตามองคือ หีพนี มีอายุเพียง 54 ปี ซึ่งถือเป็นคนรุ่นกลางที่มีความสำคัญในขบวนการบีอาร์เอ็น
ส่วนบุคคลที่ 2 ที่ปรากฏตัวบนโต๊ะของการ พูดคุย คือ อับดุลอาซิซ ญะบัล ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อตามบัตรประชาชนสัญชาติมาเลเซีย ส่วนชื่อตามทะเบียนบ้านใน จ.นราธิวาส คือ นายวาเหะ หะยีอาแซ เป็นคนใกล้ชิดของนายรอมลี อุตรสินธุ์ สมัยที่ยังไม่ถูกออกหมายจับ จนต้องหลบหนีไปอยู่ในประเทศมาเลเซีย นายวาเหะเคยเป็นครูที่โรงเรียนนราสิขาลัย สอนเรื่องอิสลามศึกษา เคยเป็นผู้จัดการโรงเรียนสอนศาสนาใน ต.บูกิ๊ต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ชื่อโรงเรียนบูกิ๊ตอิสลามียะห์
อับดุลอาซิซ หรือ วาเหะ จบการศึกษาจากประเทศปากีสถาน วันนี้เขามีอายุ 69 ปีแล้ว แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในแกนนำของบีอาร์เอ็น โดยทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายการศึกษา และที่สำคัญคนผู้นี้ทำหน้าที่คุมหน่วยงานลับที่ชื่อว่า puspa หรือแปลว่า กริช ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญ และแม้แต่ เปาะซูเลาะ หรือ อับดุลเลาะ แวมะนอ ประธานขบวนการบีอาร์เอ็น ยังต้องเกรงใจ
เพราะอับดุลอาซิซ ญะบัล หรือ วาเหะ ผู้นี้ คือผู้ที่จะเป็นเลขาธิการบีอาร์เอ็นแทน นายสะแม เวาะเล ตามโครงสร้างใหม่ของบีอาร์เอ็น ดังนั้นสถานะของ อับดุลอาซิซ ญะบัล ในขบวนการบีอาร์เอ็นจึงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการคุมหน่วยงานลับที่ชื่อ (puspa) ซึ่งเป็นหน่วยงานลับ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ วาเหะ อย่างเด่นชัดสรุปง่ายๆ ให้เห็นภาพคือ นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามา บริหารประเทศ ทั้งในนาม คสช.และในการเลือกตั้งล่าสุด ซึ่งมีการเปลี่ยนหัวหน้าคณะ พูดคุย ไปแล้ว 3 ราย คือ พล.อ.อักษรา เกิดผล, พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ และ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ วันนี้ถือว่าคณะพูดคุยได้เข้าถึงตัวแทนของบีอาร์เอ็นที่เป็น ของจริง ที่สุด และก็เป็นการ พูดคุย ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะนอกจากประเทศมาเลเซียที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการพูดคุยแล้ว ยังมีหน่วยงานจากประเทศที่เป็น กลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอื่นๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่บีอาร์เอ็นตัวจริงของการพูดคุย และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นในฝ่ายรัฐไทยคือ วันนี้นายกรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาล และ รมว.กลาโหม รวมทั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ยอมรับความจริงมากขึ้นถึงปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เกิดจากขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นด้านหลัก
ดังนั้นการยุติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือต้อง เจรจา หรือ พูดคุย กับบีอาร์เอ็นตัวจริง และต้องกล้าที่จะ พูดคุย กับมาเลเซียอย่างเปิดอก และพร้อมที่จะ แตกหัก เพราะเงื่อนไขและปัจจัยสำคัญที่ทำให้บีอาร์เอ็นดำรงอยู่และก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้นั้น เป็นเพราะมาเลเซียยินยอมให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกขบวนการ รวมทั้งบีอาร์เอ็นใช้พื้นที่ของมาเลเซียเป็นที่มั่น หรือ หลังพิง ที่มั่นคงนั่นเองแต่..อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นภาพของการเดินมาถูกทางของการ พูดคุย ในครั้งนี้ ก็อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากนั้น เพราะถ้ามองตัวบุคคล และขบวนการพูดคุยแล้ว ฝ่ายของบีอาร์เอ็นจะได้เปรียบที่มีความ ช่ำชอง ในเรื่องของการ พูดคุย ซึ่งเขาต้องยกระดับไปสู่ความเป็นสากล นั่นคือการ เจรจาสันติภาพ ซึ่งจะเห็นว่า ในการแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นจะอ้างความชอบธรรมของการเป็นตัวแทนของชาวปัตตานี เพื่อใช้ต่อรองในการ พูดคุย ครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรก ที่บรรยากาศอาจจะ ชื่นมื่น ดังนั้นจึงต้องติดตามกันยาวๆ เพราะใน รอยยิ้ม ของคู่เจรจาทั้ง 2 ฝ่ายอาจจะ ซ่อนดาบ และ ยาพิษ เอาไว้ก็เป็นได้ และที่สำคัญ วันนี้งานด้านข่าวกรองของฝ่ายเรามีความชัดเจน เข้าถึงรายละเอียด เข้าถึงตัวตนของขบวนการบีอาร์เอ็นได้แค่ไหน นี่คือเรื่องสำคัญยิ่งของการเปิดโต๊ะ เจรจา หรือการ พูดคุย ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่ที่งาน ข่าวกรอง ที่ต้อง รู้เขา รู้เรา ให้ได้ที่สำคัญการ พูดคุย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนทางในการดับ ไฟใต้ หนทางหนึ่ง สำเร็จหรือล้มเหลวยังอีกยาวไกล แต่เรื่อง เลือดไหล ในพื้นที่ ยังเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะคล้อยหลังของ บิ๊กตู่ และคณะไม่กี่ชั่วโมง สถานการณ์ รายวัน ในพื้นที่ 3 จังหวัด ก็เกิดอย่างถี่ยิบ ทั้งประกบยิงทหารพราน ประกบยิง อส. หรืออาสาสมัคร การวางระเบิดแสวงเครื่อง และก่อนหน้าที่ บิ๊กตู่ จะเหยียบแผ่นดิน บางสถานการณ์ในพื้นที่ ทั้งโหดร้าย ทั้งรุนแรง เช่นการยิง อิหม่าน ในมัสยิด การยิง 2 สามีภรรยา ที่ อ.บันนังสตา การยิงผู้หญิงที่ ต.สะเตง จ.ยะลา การวางระเบิดแสวงเครื่องชุดคุ้มครองครู
ซึ่งในเรื่องความรุนแรง ความไม่สงบรายวันที่เกิดขึ้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มมาตรการใหม่ ทั้งทาง ยุทธศาสตร์ และ ยุทธการ ให้สอดคล้องกับสภาพของความเป็นจริง ต้อง รู้เขา รู้เรา ให้มากกว่าเดิม เพราะถ้ายังหยุดเลือด หยุดการสูญเสียไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะพูดว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว และสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว เพราะเป็นแค่การพูดเพื่อปลอบใจตนเองและคนในพื้นที่เท่านั้น.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 ก.พ. 2563
News Code: loc labor g:thaipost g:agency g:paper p:tpd v:paperl

Comment
Related