วันเสาร์ที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

คอลัมน์: ผี พราหมณ์ พุทธ: พินิจพิเคราะห์ 'พระราชพิธีธานยเทาะห์' และโหลิ (holi) ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสยาม-ภารตะ?

 22 พ.ค. 2563 08:01 น. | หมวดหมู่ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ปีนี้ (2563) ไม่มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ท้องสนามหลวง เนื่องด้วยโรคระบาดลง
ที่จริงมีพระราชพิธีอีกหลายพระราชพิธีที่ยกเลิกไปไม่ได้กระทำแล้ว เช่น พระราชพิธีกาติเกยา พระราชพิธีศิวาราตรี เหลือเพียงบันทึกว่าเคยทำในครั้งกรุงเก่า
ก่อนหน้านี้ผมได้รับโจทย์จากคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เกี่ยวกับแม่โพสพเรื่อยไปถึงพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง เนื่องด้วยผมเคยเขียนบทความ "สงกรานต์ไม่มีสาดน้ำ และไม่ได้มาจากโหลี เทศกาลสาดสีในอินเดีย" ในหน้าประชาชื่นของมติชนรายวัน แย้งนักวิชาการบางท่านที่เสนอว่าประเพณีสงกรานต์ของภูมิภาคนี้มาจากเทศกาล "โหลิ" (Holi) ของอินเดีย
เหตุผลที่นำมาแย้ง อย่างแรก คือเรื่องเวลาที่ไม่ตรงกัน โหลินับจันทรคติทำในเดือนสาม สงกรานต์นับสุริยคติทำในเดือนห้า
อย่างที่สอง โหลิเป็นเรื่องฤดูกาลและการเจริญพืชพันธุ์ แต่สงกรานต์เป็นเรื่องการเปลี่ยนศักราช
สาม คือกิจกรรมหลักในโหลิได้แก่ เผาหุ่นนางโหลิกาและเล่นสี แม้ที่อินเดียก็มีงานสงกรานต์อยู่แล้ว แต่สงกรานต์ในอินเดียไม่มีสาดน้ำ ผิดกับบ้านเรา และบ้านเราก็ไม่มีเผาหุ่นอย่างโหลิ
ในบทความชิ้นนั้นผมทิ้งท้ายไว้ว่า หรือที่จริงหากจะเทียบกับเทศกาลที่มีอยู่ในบ้านเรา โหลิจะเกี่ยวกับพระราชพิธีโบราณอย่าง "พระราชพิธีธานยเทาะห์" ไหม เพราะทำในเวลาใกล้กัน มีการเผาๆ และมีการละเล่นมหรสพสีสันเช่นกัน
เดิมเขียนทิ้งไว้เพียงเท่านั้น แต่เผอิญได้ทราบข้อมูลบางอย่างมาจากพราหมณ์พัทลุงที่น่าสนใจ
วันนี้จึงต้องมาชวนท่านผู้อ่านพิเคราะห์เรื่องนี้กันต่อ แล้วถือว่าส่งการบ้านพี่จิตต์ด้วย
พระราชพิธีธานยเทาะห์ เป็นพระราชพิธีในสมัยกรุงเก่า จะมีมาถึงรัตนโกสินทร์หรือไม่ก็ตอบได้ยาก เพราะแม้จะมีกล่าวถึงในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแต่ก็ไม่ได้มีบันทึกอื่นใดที่กล่าวถึงการจัดพระราชพิธีนี้ในสมัยรัตนโกสินทร์
ธานยะเทาะห์ แปลว่า เผาธัญพืช (ธานยะ - ธัญพืช, เทาะห์ มาจากคำสันสกฤตว่า ทห หรือ ทหนมฺ แปลว่า เผาหรือฆ่า) นอกจากตำรับท้าวศีรจุฬาลักษณ์ก็ยังพบชื่อพิธีนี้ในโคลงทวาทศมาส คำให้การชาวกรุงเก่า กฎมณเฑียรบาล และในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน
พระราชพิธีนี้กระทำในเดือนสาม ตกราวกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเล่าไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า
"พระจันทกุมารเป็นผู้ฉลองพระองค์ออกไปทำการพิธี ตั้งโรงพิธีที่ทุ่งนา เห็นจะเป็นทุ่งหันตราซึ่งเป็นทุ่งนาหลวง มีกระบวนแห่ออกไปเช่นแรกนา แล้วเอารวงข้าวมาทำเป็นฉัตรปักไว้หน้าโรงพิธี พระจันทกุมารนั่งที่โรงพิธี แล้วจึงเอาไฟจุดรวงข้าวที่เป็นฉัตรนั้นขึ้น มีคนซึ่งแต่งตัวเสื้อเขียวพวกหนึ่ง เสื้อแดงพวกหนึ่ง สวมเทริด ท่วงทีจะคล้ายๆ กับอินทร์พรหมหรือโอละพ่อ สมมุติว่าเป็นพระอินทร์พวกหนึ่ง พระพรหมพวกหนึ่ง เข้ามาแย่งรวงข้าวกัน ข้างไหนแย่งได้มีคำทำนาย แต่คำทำนายนั้นก็คงจะอยู่ในเค้าพิธีกะติเกยาดีทั้งนั้น"
ในคำให้การชาวกรุงเก่าเรียกว่าพิธี "ขั่นด่อ" เข้าใจว่าเพี้ยนมาจากธัญเทาะห์ เพราะในภาษาสันสกฤตออกเสียงตัว ท ว่า ด, ธัญเทาะห์ จึงออกเสียงกร่อนเป็นธั่นเดาะ และอาจกร่อนเป็นขั่นด่อ หรืออาจบันทึกมาผิดโดยเขียน ธ เป็น ข
ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์มีรายละเอียดของพิธีต่างออกไป คือใช้นางสนมกำนัล "แต่งตัวใส่เสื้ออย่างเทศอย่างมลายู" นำฟ่อนข้าวมาในลาน โดยมีพระโคมาทำการนวดข้าว จากนั้นมีการทำกูณฑ์บูชาไฟตามแบบพิธีพราหมณ์ แล้ว "จึ่งเชิญพระเพลิงออกจุดเผาฟางแลซังเข้า สมมุติว่าคลอกทุ่งเผาป่ากันอุปัทวะจรรไร ฯ"
เมื่อพระราชพิธีนี้เร็จสิ้นในเดือนสามคือหมดช่วงเก็บเกี่ยว ก็จะต่อด้วยพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในเดือนหกอันเป็นการเริ่มเพาะปลูกอีกครั้ง
ในโคลงทวาทศมาสบอกว่าพิธีธานยเทาะห์นี้เป็นพิธีส่ง "พระไพสพราช" หรือที่รู้จักในปัจจุบันว่าพระแม่โพสพเทพเจ้าแห่งข้าว "ฤดูส่งพระไพสพราช มาแม่, ยังไป่เห็นนุชไท้ พี่ไห้เอกา ฯ"
ดังนั้น โดยสรุปจากเอกสารต่างๆ พระราชพิธีธานยเทาะห์ มีการขนข้าวไปนวดในลาน จากนั้นก็เผาฉัตรรวงข้าว ซังหรือตอข้าว มีการเสี่ยงทายและการละเล่น เป้าหมายทั่วไปก็เพื่อเผาตอซังเตรียมนาให้พร้อมสำหรับเพาะปลูก เป้าหมายทางความเชื่อมีทั้งส่งพระโพสพ ขจัดเสนียดจัญไรและเสี่ยงทายสวัสดิมงคลบ้านเมือง
ผมลองสืบค้นดูชื่อพิธีแบบเดียวกันหรือใกล้เคียง โดยแปลงให้เข้ากับสันสกฤตก็ยังไม่พบชื่อพิธีแบบนี้ในอินเดีย แม้แต่เทพีแห่งข้าวอย่าง "โพสพ" ก็ไม่ปรากฏที่ใดในตำราเทพแขก
แต่เป็นไปได้ว่าอาจยืมเฉพาะชื่อมาจากท้าว "ไวศรวัณ" (แผลงเป็นไวศรพ - ไพสพ - โพสพ) อันเป็นราชายักษ์โลกบาลผู้รักษาขุมทรัพย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าวหรือธัญญาหารแต่อย่างใด
น่าสนใจว่าในโคลงทวาทศมาส ซึ่งเก่าที่สุดในบรรดาตำราที่อ้างถึงพิธีนี้ ใช้คำว่า "พระไพสพราช" ปกติแล้ว "ราช" ไม่น่าจะต่อท้ายนามของเทพีหรือเจ้าแม่เพราะผิดเพศของนาม เป็นไปได้ไหมที่ในสมัยอยุธยา พระไพสพอาจไม่ได้เป็นเจ้าแม่อย่างที่เข้าใจกันในทุกวันนี้ แล้วจึงค่อยมากลายกลืนกับเจ้าแม่ข้าวพื้นเมืองในภายหลัง หรือเขาจะบูชาพระไวศรวันกันจริงๆ แต่เอาไปโยงกับข้าวตามความเชื่อพื้นเมือง
ผมจึงเห็นด้วยกับอาจารย์ศิริพจน์ที่เสนอว่า เจ้าแม่โพสพคือผีแม่ข้าวพื้นเมืองของเราเอง ไม่ใช่เทพจากอินเดีย แต่ถูก "บวช" ให้ดูเป็นอินเดีย เช่นเดียวกับ "เทวีศรี" ของชวาซึ่งก็เป็นเทพีแห่งข้าวท้องถิ่นเช่นเดียวกัน
ไม่นานมานี้คุณบุญเกียรติ พราหมณ์พัทลุงได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับผมว่า ทางภาคใต้บางส่วนยังมีพิธีเผาตอซังข้าว ซึ่งมีพราหมณ์หรือหมอพื้นบ้านไปทำพิธีให้
พิธีของทางพัทลุงคือเอาบัตรพลีใส่ข้าวปลาไปเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางนาข้าว บอกกล่าวแล้วก็เผาตอซังข้าวในนานั้น เพื่อปัดเสนียดจัญไรต่างๆ
แกบอกด้วยว่า พราหมณ์พัทลุงเรียกพิธีเผาตอซังข้าวนี้ว่า "ทานท่อ" คือคำย่อสำเนียงใต้ของคำว่า ธานยเทาะห์นั่นเอง สมัยก่อนพราหมณ์ก็ต้องทำนาของพราหมณ์ ชาวบ้านก็ทำของชาวบ้าน พิธีเกี่ยวกับข้าวจึงยังมีคนทำสืบมาอยู่
นอกจากนี้ ยังมีประเพณีใหญ่ในบางพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนใต้ เช่นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และอำเภอปะนาแระ จังหวัดปัตตานี ที่เรียกพิธีคล้ายๆ กันนี้ว่า "ลาซัง" คืออำลาซังข้าว
พิธีลาซังนั้น ชาวบ้านจะเอาฟางข้าวมามัดเป็นหุ่นตุ๊กตาหญิงชาย เอามาเซ่นไหว้ด้วยข้าวปลาสมมุติว่าเป็นผีเสื้อ (ผีเชื้อ) ผู้ดูแลข้าว แล้วทำขวัญแต่งงานให้หุ่นสองรูป จากนั้นก็แห่ไปทิ้งไว้ในนาใกล้ๆ
แต่พิธีนี้มักทำในเดือนหก คือก่อนเพาะปลูก ไม่ใช่เดือนสาม ทางมุสลิมเรียกพิธีนี้ว่า บูยอปือแน
พอทราบว่ายังมีพิธีนี้ในทางใต้ บวกกับเรื่องเทวีข้าวพื้นเมืองในชวา ก็ชวนให้สงสัยว่า เหตุใดในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ท่านถึงว่าให้สนมกำนัลที่เข้าพิธีธานยเทาะว์ "แต่งตัวใส่เสื้ออย่างเทศอย่างมลายู" จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่อย่างไร หรือถ้ามีพิธีนี้ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจริง จะเป็นการไปรื้อเอาประเพณีชาวบ้านจากทางใต้มาปรับใช้ในราชสำนักกรุงเทพฯ หรือไม่ เพราะพราหมณ์ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มาจากทางใต้ของบ้านเราเป็นส่วนมาก
ส่วนที่ผมเทียบธานยเทาะห์กับโหลิ ก็เพราะเวลาของพิธีใกล้เคียงกันมาก โหลิทำในเดือนผาลคุณอันอยู่ในราวเดือนสามของบ้านเรา มีการ "เผา" หุ่นนางโหลิกาซึ่งทำมาจากขยะกุมฝอยเศษต้นไม้ใบไม้ต่างๆ เขาจึงเรียกเทศกาลโหลิอีกชื่อว่า "โหลิกาทหนะ" จะลองเขียนแบบไทย "โหลิกาเทาะห์" ก็ได้ และเกี่ยวกับการเพาะปลูกเจริญพืชผลของชาวบ้านเหมือนกัน
แม้ในตำนานนางโหลิกาบอกว่าเธอเป็นอสูรร้าย แต่ก่อนการเผาหุ่นเธอก็ต้องเซ่นไหว้ก่อน แถมยังเอาเถ้าที่เผาแล้วนั้นมาเจิมหน้ากันด้วย ซึ่งแสดงว่าในแง่หนึ่งเธอก็มีสถานะเจ้าแม่ (เจ้าแม่เจ้าพ่อของชาวบ้าน มักกลายเป็นตัวร้ายในวรรณกรรมสันสกฤตของพราหมณ์) อีกทั้งในหนังสือ "Hindu Festivals and Sacred Days" ของสวามีหรรษานันทะ ท่านบอกว่า พิธีนี้น่าจะเก่าแก่มาก และยังมีคำว่าโหลิกาปรากฏในไชมินิสูตร ซึ่งเป็นตำราพิธีกรรมสำคัญด้วย
กระนั้นผมก็ยังไม่ฟันธงว่า พิธีโหลิของอินเดียเป็นที่มาของพระราชพิธีธานยเทาะห์ เพราะยังขาดความเชื่อมโยงอีกหลายประการ
ข้อสรุปของผมในเวลานี้จึงมีเพียงว่า ในวัฒนธรรมเกษตรที่มีฤดูกาลและอาหารอย่างเดียวกัน มักจะมีกิจกรรมที่กลายเป็นพิธีกรรมคล้ายคลึงกัน
ธานย์เทาะห์จึงน่าจะเป็นประเพณีพื้นเมืองของชาวบ้านที่กลายไปเป็นพิธีหลวง แล้วอาจผสมกับคำบอกเล่าของพราหมณ์เกี่ยวกับประเพณีพื้นบ้านในอินเดียที่มีความคล้ายคลึงกัน พิธีนี้จึงค่อยๆ ดูเหมือนพิธีพราหมณ์ในที่สุด
ใครมีข้อมูลอะไรอีกมาช่วยกันเพิ่มเติมเถิดครับ
ขอให้ข้าวงอกงามดี แล้วขอให้ความรู้งอกงามขึ้นด้วย.

ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์
News Code: das gen g:matichon g:agency g:paper g:mati p:mtcw v:paperl

Comment
Related