วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

ฟ้องคดีอาญาโดยรัฐคุ้มครองสิทธิประชาชน?

 05 ส.ค. 2563 02:50 น. | หมวดหมู่ กระบวนการยุติธรรม
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

กรุงเทพธุรกิจ วงเสวนา "การฟ้องคดีอาญาโดยรัฐกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน" ซึ่งจัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วานนี้(4ส.ค.63) ได้แลกเปลี่ยนประเด็นทางสังคมเรื่องการสั่งไม่ฟ้องคดี "บอส อยู่วิทยา" ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย อดีตอัยการสูงสุด คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ อดีตพนักงานสอบสวนและทนายความ
วงเสวนา ได้มีการเสนอมุมมองเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา และข้อเสนอแนะสู่การพัฒนาระบบการฟ้องคดีอาญาโดยรัฐ การใช้และการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณา เพื่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง
ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุดกล่าวตอนหนึ่งว่า การดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ สำหรับประเทศไทยเป็นระบบ Civil law ตามภาคพื้นยุโรปการดำเนินคดีของเราเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งมีหลักการตรวจสอบ และทุกฝ่ายมีหน้าที่ตรวจสอบ ความจริง
แต่กระบวนการยุติธรรมของไทย ยังไม่ทำให้ถูกกฎหมาย หลังจากปฏิรูปการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 กฎหมายของประเทศได้วางระบบให้ศาลเป็นผู้ออกหมายค้น หมายจับ เพื่อสร้างระบบตรวจสอบ แต่ปรากฏว่า มีการปฏิบัติผิดจำนวนมาก เช่น การปล่อยตัวชั่วคราว นำมาซึ่งการทำมาหากินด้วยการปล่อยให้นายประกันอาชีพสร้างความเสียหาย และรัฐยังเอาบริษัทประกันภัยมาทำมาหากินในกระบวนการยุติธรรมด้วย
นอกจากนี้ การทำงานของอัยการกับตำรวจ โดยหลักต้องทำงานร่วมกันโดยให้พนักงานสอบสวนเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยเหลืออัยการ และการสั่งคดีอาญาจะต้องเป็นอำนาจของอัยการ กฎหมายเราดีแต่ไม่เข้าระบบที่ถูกต้องทำให้เกิดการปฏิบัติผิดๆถูกทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง
อดีตอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีปัญหาจำนวนมาก ศาลก็ไม่ทำงานเชิงรุก จึงเป็นที่มาของการมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้เป็นศาลต้นแบบในการทำงานเชิงรุกเพื่อกระตุ้นให้ศาลอื่นๆทำงานเชิงรุกและแอคทีฟมากขึ้น กฎหมายเราดีไม่แพ้ประเทศใดในโลกหลังจากได้มีการปฏิรูปโดยรัฐธรรมนูญ 2540 ศาลต้องนั่งครบองค์คณะและต้องมีอิสระในการพิจารณาคดี แต่ก็ยังเกิดกรณีของศาลยะลา จนทำให้ผู้พิพากษาตัดสินใจฆ่าตัวตาย
"อำนาจหน้าที่ของอัยการในการดำเนินคดีตามระบบของเรา เป็นอำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด ส่วนอัยการประจำศาลเป็นอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด เมื่อเช่นนี้แล้วอัยการสูงสุดมีอำนาจเรียกคืนอำนาจหน้าที่ที่มอบหมายไปได้ โดยเคยมีกรณีคดีเกิดขึ้นที่ราชบุรีตามฎีกา 4064/2524 โดยข้อเท็จจริงได้ความว่าอัยการราชบุรีสั่งไม่ฟ้อง นาย ก. (นามสมมุติ) แต่ยังไม่มีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด
ปรากฏว่าอัยการสูงสุดในเวลานั้นได้เข้ามาตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จึงสั่งให้มีการสั่งฟ้องและให้อัยการราชบุรียื่นฟ้องต่อศาล จำเลยต่อสู้ว่าอัยการสูงสุดไม่มีอำนาจดึงคดีกลับมา แต่ศาลฎีกาพิพากษาว่าอยู่ในอำนาจกระทำได้ของอัยการสูงสุด โดยเมื่อคดียังไม่ได้ส่งไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด
อัยการสูงสุดมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ คำสั่งของอัยการสูงสุดจึงชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายเราดี แต่เราไม่เข้าใจระบบที่ถูกต้อง ทำให้ปฏิบัติกันผิดๆ ถูกๆ สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง กรณีของ "บอส" ตนไม่รู้ข้อเท็จจริง สังคมไทยเราไม่มีการตรวจสอบโดยประชาชน
ด้าน ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กล่าวว่า คดีที่สังคมกำลังพูดถึงนั้น ไม่ได้มีแค่เรื่องการกระทำโดยประมาทเท่านั้น แต่ผลของคดีทำให้เกิดความสงสัยต่อบทบาทขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมคือความไม่ยุติธรรม
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานสอบสวนเมื่อส่งให้อัยการแล้ว จะสอบสวนเพิ่มเติมเองไม่ได้ มีแต่อัยการเท่านั้นที่สั่งสอบสวนเพิ่มเติมได้ คดีนี้มีการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้บัญญัติไว้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ปรากฏอยู่ในระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาข้อที่ 48
โดยจะเห็นได้ว่า มีการเขียนไว้หลวมๆ ไม่ได้วางหลักว่าเหตุใดบ้างที่จะให้ความเป็นธรรม ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ร้องขอความเป็นธรรม ทำให้เกิดการร้องขอความเป็นธรรมได้เรื่อยๆ เราไม่ทราบว่า ในคดีนี้เกิดข้อเท็จจริงอะไรบ้าง จึงต้องไปดูว่ามีการร้องขอความเป็นธรรมและความเป็นธรรมที่ร้องขอนั้นคืออะไร
"ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คดีนี้เกิดความล่าช้า คือ การหลบหนีไปต่างประเทศของผู้ต้องหา ซึ่งต้องมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีการดำเนินการในเอาผู้ต้องหากลับมาหรือไม่" ผศ.ดร.ปารีณา กล่าวและว่า
รัฐธรรมนูญรับรองความเป็นอิสระของพนักงานอัยการและศาล โดยกรณีของศาลนั้น ยังต้องอยู่ภายใต้หลักที่ว่า การพิพากษาบุคคลในทางอาญาจะต้องพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย อีกทั้งการพิจารณาของศาลจะต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย แต่สำหรับในชั้นของอัยการเป็นระบบการใช้ดุลพินิจ ซึ่งมีความสงสัยว่าการใช้ดุลพินิจต้องพิสูจน์ความผิดของบุคคลให้สิ้นสงสัยแบบศาลหรือไม่
"คดีนี้มีการกลับความเห็นจากสั่งฟ้องเป็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ผลของการสั่งไม่ฟ้องและส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและไม่มีการเห็นแย้ง ส่งผลให้การไม่สั่งฟ้องคดีเป็นเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีผลกระทบพอสมควร เพราะเท่ากับเป็นการบอกว่ารัฐตัดสินใจที่จะไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้ว แม้จะไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องก็ตาม อย่างไรก็ตาม มีข้อสงสัยว่าความสามารถในการรวบรวมพยานหลักฐานของผู้เสียหายในการฟ้องคดีเองจะทำได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย" ผศ.ดร.ปารีณา กล่าว
พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน กล่าวว่า วัฒนธรรมของสังคมไทยเป็นระบบที่ต้องมีคอนเนคชั่น ศักยภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคลมีผลกระทบต่อการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในชั้นต้น ถ้าเราไม่แก้ไขปัญหาตรงนี้ ย่อมจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างแรงต่อกระบวนการยุติธรรม
โดยส่วนตัวเห็นว่าควรต้องปรับปรุงกระบวนการขอความเป็นธรรมให้เกิดความชัดเจน เช่น กรณีพนักงานสอบสวนไม่รับพยานหลักฐาน ที่อาจเป็นประเด็นแห่งคดี เป็นต้น เพื่อไม่ให้การพิจารณาคดีเกิดความล่าช้า

บรรยายใต้ภาพ
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา "การฟ้องคดีอาญาโดยรัฐกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน" เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นทางสังคมเรื่องการสั่งไม่ฟ้องคดี "บอส อยู่วิทยา"

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 ส.ค. 2563
News Code: law pol edu crim g:kt g:agency g:paper g:nmg p:kt v:paperl

Comment
Related