วันศุกร์ที่ 03 เมษายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

กลุ่ม'เปอร์มาส'ยื่นอ่านแถลงการณ์ฯ กระตุ้นหนุนเสริมสร้างสันติภาพนำสู่สันติภาพปาตานี

 03 ก.พ. 2563 14:54 น. | หมวดหมู่ การเจรจาเพื่อสันติ
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

อดีตแกนนำขบวนการพูโลเป็นหวงต่อท่าทีของตัวแทนพูดคุยสันติสุขที่เลือกพูดคุยกับกลุ่มเดียวจึงแนะให้พูดคุยกับทุกฝ่ายเกรงอาจเกิดการท้าทายในอนาคตเหมือนเคยเกิดขึ้นในหลายประเทศหลังหย่าศึกขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 จากกรณีมีการแถลงความคืบหน้าการพูดคุยระหว่างตัวแทนรัฐไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น(BRN)เมื่อวันที่ 20 มกราคม 63ที่ผ่าน สื่อมีเดียประเทศมาเลเซียอย่างชื่นมื่นถึงความสำเร็จในระดับหนึ่งของทั้งสองฝ่าย ภายหลังจากที่ตัวแทนฝ่ายบีอาร์เอ็น(BRN)ตกลงนั่งตกเจรจาพูดคุยสันติสุขสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสงขลา จนกระทั่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่เป็นวงกว้างถึงความสำเร็จดังกล่าวทั้งชื่นชมดีใจกับข่าวดีดังกล่าวและถูกตั้งข้อสังเกตุจากกลุ่มเคลื่อนทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านเพจเดอะปาตานีThe Pataniเพียงแค่1วัน โดยมีการตั้งข้อสังเกตุไว้2ข้อด้วยกัน
ขณะที่อดีตแกนนำพูโล(PULO)ได้แนะให้ทางรัฐบาลไทยพยายามพูดคุยกับหลายฝ่ายไม่ควรเลือกคุยกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะเกรงเกิดการท้าทายเหมือนเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ เพราะเริ่มมีสัญญาณบางอย่าง มีการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่กลุ่มขบวนการที่กำลังถูกวางไว้ข้างแคร่ ว่าที่ผ่านมามีการพูดคุยอย่างเป็นน้ำเป็นท่าแต่กลับมองว่ายังไม่ใช่ของจริง พึ่งจะครั้งนี้เป็นของจริง ตกลงที่ผ่านมามันคืออะไร ใครลอกใครกันแน่ ในภายภาคหน้าถ้าไม่สำเร็จก็ถูกมองว่ากลุ่มนี้ยังไม่ใช่หรือไม่อย่างไร อย่าลืมว่าหัวใจของการพูดคุยคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นที่ตั้ง ในเมื่อยังไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อใจกัน ความจริงใจมันคงอีกยาวไกลแล้วสันติสุข สันติภาพอย่างแต่จริงของพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้มันจะเหลืออยู่ส่วนไหนของการพูดคุย
ล่าสุด ที่หน้าตึก19อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ได้มีกลุ่มนักศึกษาภายใต้องค์กรเปอร์มาส'PerMAS' ได้ออกมายื่นอ่านแถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียนและเยาวชนปัตตานี เรื่องวันมนุษยธรรมปาตานี โดยมีเนื้อหาดังนี้
สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี(PerMAS)เป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสันติภาพปาตานี โดยยึดหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน วันที่3กุมภาพันธ์ ของทุกปีทางPerMASสถาปนาเป็นวันมนุษยธรรมปาตานี(PATANI Humanitarian Day) เพื่อให้คู่สงครามและประชาชนทุกคนตระหนักถึงการคุ้มครองพลเรือนและการเคารพหลักมนุษยธรรมและกฎกติกาสงคราม(International Humanitarian Law) และยิ่งในบรรยากาศที่การพูดคุยสันติภาพสันติภาพกำลังดำเนินการอยู่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คู่ขัดแย้งหลักต้องทบทวนปฏิบัติการทางทหารและการปฏิบัติการต่างๆที่มีผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่อาจส่งผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการใช้อาวุธ และเพื่อสร้างหลักประกันตลอดจนความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนปาตานีต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่
สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปัตตานีPerMASจึงถือโอกาสนี้กระตุ้นหนุนเสริมการสร้างสันติภาพและขอเสนอเพื่อนำสู่สันติภาพปาตานีดังต่อไปนี้
1.รัฐไทยต้องทบทวนการติดอาวุธให้พลเรือน การพยายามดึงพลเรือนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางอาวุธและขอให้คู่ขัดแย้งหลักคำนึงถึงหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากลInternational Humanitarian Law
2.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่เอื้อต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงทางการเมืองได้อย่างเสรี
3.การพูดคุยสันติภาพที่ดำเนินการอยู่นั้น ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและออกแบบกระบวนการเพื่อไปสู่การกำหนดชะตากรรมตัวเอง
ขณะเดียวกันอาเต็ฟ โซ๊ะโก อดีตแกนนำนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แสดงความคิดเห็นผ่านPatani NOTESว่า การเข้าสู่เวทีพูดคุยของบีอาร์เอ็นเท่ากับยอมรับว่าไม่เอาเอกราชแล้ว และจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อาเต็ฟ โซ๊ะโก มองประเด็นการสื่อสารภายในของบีอาร์เอ็นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการปรับเปลี่ยนจุดยืนของการต่อสู้หนนี้ พร้อมชี้ว่า การปรับเป้าหมายการต่อสู้ที่ชูมาเนิ่นนานจำเป็นต้องคุยกันวงกว้าง หากไม่ทำ การหาทางออกทางการเมืองในเวทีพูดคุยจะไม่ยั่งยืน ในขณะเดียวกัน กระบวนการทางการเมืองภายในของไทยจะมีผลอย่างสำคัญเพราะปัญหาในจชต.จะจบอย่างไร สังคมไทยต้องมีส่วนร่วม
การเปิดตัวเข้าร่วมเวทีพูดคุยสันติภาพครั้งล่าสุดกับรัฐบาลไทยของกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นสัญญาณให้อ่านปรากฏการณ์สำคัญ อาเต็ฟ โซ๊ะโก รักษาการประธานคณะกรรมการกำกับยุทธศาสตร์The Pataniที่นิยามตัวเองว่าเป็นPolitical Action Groupหรือกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อกำหนดอนาคตทางการเมืองของตัวเอง ได้ตั้งข้อสังเกตถึงจุดยืนที่เปลี่ยนไปของบีอาร์เอ็น“พวกเขาคือตัวจริง แม้ไม่พูดว่าไม่เอาเอกราชแล้ว แต่การขึ้นเวทีนี้ก็คือการยอมรับกลายๆ” อาเต็ฟกล่าวกับPatani NOTES.
อาเต็ฟยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อว่าสมาชิกของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ขึ้นโต๊ะเจรจาพูดคุยกับรัฐบาลไทยที่เปิดตัวล่าสุดนำโดย อานัส อับดุลเราะห์มานหรือชื่อจริงว่าอุสต๊าสฮิฟนีนั้นเป็นตัวจริง เป็นคนที่มีพื้นที่รับผิดชอบในขบวนการ
สิ่งสำคัญในเวลานี้ เขาชี้ว่าหลังจาก16ปีของความขัดแย้งในพื้นที่ บีอาร์เอ็น หรือBarisan Revolusi Nasionalในฐานะองค์กรที่หลายฝ่ายเชื่อว่ากุมสภาพนักรบในพื้นที่นั้นได้เปลี่ยนเป้าหมายของตัวเองไปแล้วจากการเข้าสู่เวทีพูดคุยหนนี้
อาเต็ฟตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แนวทางการก่อเหตุในพื้นที่ ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นได้เปลี่ยนเป้าหมายการต่อสู้ด้วย “เขาชี้ว่าในอดีตกลุ่มบีอาร์เอ็นเคยตั้งคำถามกับกลุ่มที่ลดเป้าหมายการต่อสู้ลงเหลือเป็นความต้องการAutonomy”และที่ผ่านมาบีอาร์เอ็นก็ได้เคยตั้งเงื่อนไขเข้าร่วมพูดคุยสันติภาพไว้สูง ขณะนี้เขาบอกว่าสภาพการณ์ดูจะยังไม่ชัดเจนนักว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นตระหนักถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ในเวลานี้หรือไม่ เขาเรียกร้องให้บีอาร์เอ็นหารือภายในกลุ่มและสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้
“มันควรจะมีการชี้แจงจากบีอาร์เอ็นระดับหนึ่งว่า นี่คือการกำหนดเป้าหมายใหม่ของพวกเขาใช่หรือเปล่า บีอาร์เอ็นควรจะชัดเจนว่าการต่อสู้ของพวกเขาคือสิ่งใด พวกเขาควรจัดการภายในแล้วออกมาสื่อสาร”
ในเชิงการพูดคุย อาเต็ฟมองว่าองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บีอาร์เอ็นยืนหยัดการต่อสู้มาได้อย่างยาวนานก็ด้วยความเป็นองค์กรลับ การเข้าสู่เวทีพูดคุยย่อมเป็นเสมือนหนึ่งการเปิดตัว ซึ่งนั่นจะหมายถึงเป็นการสูญเสียอำนาจต่อรองของพวกเขาเองหรือไม่ อาเต็ฟตั้งคำถามว่า ต่อจากนี้บีอาร์เอ็นจะใช้อะไรในการต่อรอง และพวกเขาจะสามารถลดทอนอำนาจต่อรองของรัฐไทยลงเพื่อให้อยู่ในระดับสมดุลกันได้หรือไม่
เขาเห็นว่าสิ่งที่บีอาร์เอ็นควรทำบนโต๊ะการพูดคุย คือต้องให้รัฐบาลไทยยอมรับหลักการที่ว่า คนปาตานีจะต้องเป็นคนกำหนดชะตากรรมของตัวเอง อาเต็ฟยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมจับตากระบวนการพูดคุยครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งอนาคตทางการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้กำหนด ถือเป็นจุดยืนของกลุ่มThe atani.
อาเต็ฟเชื่อว่า การจะทำให้การพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกต่อสถานการณ์ในพื้นที่เป็นการหาทางออกที่เป็นจริงและยั่งยืนได้ ถึงที่สุดจะต้องนำเอาเรื่องความต้องการเอกราชไปคุยด้วย รวมถึงเรื่องที่ว่าประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้เขาเชื่อว่ามันเป็นคุณค่า “ศักดิ์สิทธิ์” สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย การปิดหนทางไม่ให้ผู้คนพูดถึงเรื่องนี้จะสร้างปัญหาในระยะยาว ไม่ส่งเสริมการแสวงหาทางออกที่ยั่งยืน
เมื่อมองถึงท่าทีของรัฐบาลไทย เขาเชื่อว่า ฝ่ายรัฐบาลเองก็น่าจะรู้ตัวว่าจะต้องเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกันเขายังไม่แน่ใจเช่นกันว่ารัฐบาลยังมองกระบวนการพูดคุยเป็นเพียงยุทธวีธีในการปราบปรามหรือไม่ อาเต็ฟมองว่าความเห็นต่างในหน่วยงานต่าง ๆของรัฐบาลไทยเป็นเรื่องปกติ และเชื่อว่ากระบวนการพูดคุยที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้นได้รับการเห็นชอบจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
อาเต็ฟมองว่าการประเมินท่าทีของรัฐไทยนั้นต้องดูอย่างรอบด้านเพราะรัฐไทยนั้นซับซ้อนและลุ่มลึก ทั้งยังมีประสบการณ์รับมือกับขบวนการฝ่ายซ้ายในอดีตได้เป็นอย่างดี การวิเคราะห์ท่าทีของรัฐบาลต้องมองหลายด้าน เช่นในเรื่องการเดินทางของผู้บัญชาการทหารบกไปยังเมืองอาเจ๊ะห์ ประเทศอินโดนีเซีย อาเต็ฟบอกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเหมือนการสื่อสารกับคนภายในประเทศว่าต่อให้รัฐบาลขยับหรือเปลี่ยนท่าทีหันมาพูดคุยกับบีอาร์เอ็นแต่รัฐบาลก็จะ “ไม่ยอม” กับบทบาทของกลุ่มHDหรือThe center for Humanitarian Dialogueซึ่งมีฐานทำงานอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น อาเต็ฟย้อนความว่า รัฐบาลในสมัยอนุรักษ์นิยมนับตั้งแต่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ จนกระทั่งถึงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ใช้บริการกลุ่มHDตลอดมา เขาเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและหากจะมีชาวต่างชาติกลุ่มใดที่จะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ได้ ต้องเป็นชาวต่างชาติที่รัฐบาลสามารถไว้ใจได้ และแม้การเข้ามีบทบาทของกลุ่มHDได้นำไปสู่การทำช่องทางหลังบ้านหรือBack Channelระหว่างรัฐบาลไทยและกลุ่มบีอาร์เอ็นจนทำให้เกิดภาวะตึงเครียดขึ้นระหว่างHDและประเทศมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกของการพูดคุย แต่ความตึงเครียดดังกล่าวจะไม่มีผลต่อการพูดคุยอีกต่อไปเพราะขณะนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยและบีอาร์เอ็นจะต้องพูดคุยกันให้รู้เรื่อง
“ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายยังคุยกันไม่เสร็จ ถ้ามันเริ่มมีความรู้สึกต้องสูญเสียในการต่อรอง มันจะดึงดันให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดกระบวนการ ตอนนี้ปัจจัยมาเลเซียไม่สำคัญแล้ว ตอนนี้เป็นเรื่องของฝ่ายเจรจาทั้งคู่แล้ว”
หนึ่งในความเคลื่อนไหวล่าสุดอันเกี่ยวเนื่องมาถึงกระบวนการพูดคุยคือการที่แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ได้ลงชื่อพร้อม ส.ส. อีก20คนเพื่อเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาตั้งกรรมาธิการศึกษากระบวนการสร้างสันติภาพ อาเต็ฟมองว่าเป็นสิ่งที่ดี ความเป็นตัวแทนของ ส.ส. เป็นสิ่งที่ชอบธรรม
“กลไกสภาก็คล้ายๆกับกระบวนการสันติภาพเพียงแต่รูปแบบมันแตกต่างกัน ผมคิดว่ามันมีคุณค่า เป็นสิ่งที่ดี และน่าสนใจ คุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่การดึงให้คนหมู่มากมาเกี่ยวข้องมันดี”
อย่างไรก็ตามอาเต็ฟมองว่ากระบวนการสันติภาพเป็นเรื่องระยะยาว กระบวนการพูดคุยที่เกิดขึ้นในเวลาที่การเมืองไทยถูกแยกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนทำให้คุณค่าหรือสาระสำคัญของกระบวนการพูดคุยอาจถูกลดทอนลงไป
“ผมเสียดายที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สังคมไทยแตกเป็นสองฝ่าย มันทำให้สาระสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถูกพูดถึง มันถูกตั้งแง่ในทันที เกรงว่าพอเปลี่ยนรัฐบาล กลุ่มคนที่ไม่เอารัฐบาลนี้หรืออะไรก็ตามที่เป็นการริเริ่มจากรัฐบาลนี้ จะไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งในเชิงกระบวนการแบบประชาธิปไตยก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเกิดขึ้นก็จะน่าเสียดาย”
มีผู้ชี้ว่า ตลอด16ปีของความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชื่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี และดูเหมือนมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ต่อเนื่อง และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่อาเต็ฟกลับคิดต่างออกไป ทั้งยังมองว่าสังคมไทยจะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่่
“รัฐอำนาจนิยมดูเหมือนเป็นรัฐที่มีเอกภาพ เป็นรัฐที่ควรจะพูดคุยเจรจาด้วย แต่ผมคิดว่ามันเปราะบางมาก พร้อมที่จะแตกตลอดเวลา ผมคิดว่าสังคมไทยต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่ปาตานี ถ้าสังคมไทยไม่มาเกี่ยวข้องกับปาตานี ผมว่าเรื่องที่นี่ก็จะไม่จบ
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงได้เผย”ข้อมูลผู้ร่วมโต๊ะพูดคุย7คนที่รายงานโดยหน่วยงานความมั่นคงต่างหน่วย แม้จะยังแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ตัวบุคคลน่าจะไม่ผิด โดยข้อมูลชุดแรก ประกอบด้วย (1) Mr.Anas Abdulrahmahหรือ อุสตาซหีพนี มะเร๊ะ (2) Mr.Abdul Karim Khalidหรือนายรอมลี แบเลาะ (3) Mr.Chey Muda Chetehหรือ นายเจ๊ะมูดอ เจ๊ะเต๊ะ (4) Mr.Abdul Aziz Kbal (5) Mr.Muhamad Symsu (6) Mr.Khalli Abdullahและ (7) Mr.Hanif Abdul Majidหรือ นายมูหมัดคานาฟี ดอเลาะ
ส่วนข้อมูลชุดที่2ใกล้เคียงกับชุดแรก แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ระบุว่า (1) Mr.Anas AbdulrahmahหรือPaksu Hipniคือ นายหีพนี มะเร๊ะ หัวหน้าคณะ (2) Utz. Hanafiหรือ อุสตาซฮานาฟี หรือ นายมูหมัดคานาฟี ดอเลาะ หรืออิหม่ามบันนังสตา (3) Acan Wahidหรือ อาจารย์วาเหะ หรือ นายวาเหะ หะยีอาแซ(4) Utz. Abdul Raman Palawiหรือ อุสตาซอับดุลเราะห์มาน ปาลาวี หรือ อุสตาซแม ปาลาวี คาดว่าเป็นคนเดียวกับที่ใช้นามแฝงว่าKhalid Abdullah (5) Chik Muda Chektehหรือ นายเจ๊ะมูดอ เจ๊ะเต๊ะ หรือ นายเจ๊ะมูดอ มะรือสะ จากสวีเดน (6) Utz. Muradหรือ อุสตาซมูระ สาวอ หรือ นายอำหมัดมูริส ลาเต๊ะ คาดว่าเป็นคนเดียวกับที่ใช้นามแฝงว่าAbdul Aziz Jabalและ (7) Utz. Mat Bongหรือ อุสตาซมะบง หรือMat Zainonหรือ มะ ไซนุง หรือ อุสตาซมะ คาดว่าเป็นคนเดียวกับที่ใช้นามแฝงว่าMuhamad Syamsu
สำนักข่าวอิศรา ระบุว่า ข้อมูลหลายชุดมีสาเหตุมาจากการใช้นามแฝง และการที่บีอาร์เอ็นมีสถานะเป็น "องค์กรลับ" ฉะนั้นข้อมูลจึงต้องถูกนำมาพิสูจน์ทราบ
ย้ำกระบวนการพูดคุยอยากให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ขอความร่วมมือสังคมช่วยกันสนับสนุนกระบวนการให้ต่อเนื่องผ่านอุปสรรคไปให้ได้ ชี้ตัวแทนบีอาร์เอ็นที่พบเป็น "คนรุ่นใหม่"
ด้าน พลตรีธิรา เดหวา ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กอ.รมน.ภาค4ส่วนหน้า เผยกับทีมข่าวว่ามีความเชื่อมั่นว่าการพูดคุยสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อีก4อำเภอของจังหวัดสงขลานั้นจะต้องจบภายในครอบปีนี้อย่างแน่นอน และในพื้นที่จะเกิดความสงบสุข เพราะผมเชื่อความตั้งใจจริงของผู้นำมาเลเซียที่ได้วางครอบที่จะให้เกิดผลของการพูดคุยในเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี2ปี และปีนี้เป็นปีที่สอง โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ที่ความรักและต้องการสันติสุขอยู่แล้ว
จะเห็นได้ว่าผลการสำรวจแบบสอบถามประชาชนในพื้นที่ผ่านสภาสันติสุขที่มีทุกตำบลหมู่บ้านประชาชนในพื้นที่เรียกร้องอยากให้พื้นที่มีความความสงบสุข ไม่มีเหตุรุนแรงเป็นอันดับแรก รองลงมาเรียกร้องอยากให้แก้ไขปัญหายาเสพติด และพัฒนาคุณภาพชีวิตในการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นลำดับที่สาม ฉะนั้นกลุ่มขบวนการคิดต่างจะมาก่อเหตุ สร้างความรุนแรงในพื้นที่ทำไมอีกเพราะประชาชนในพื้นที่เขาไม่ต้องการ อาจถูกประชาชนในพื้นที่ต่อต้านถ้าฟื้นก่อความรุนแรงในพื้นที่เพราะประชาชนในพื้นที่เขาอยากได้ความสงบสุข ไม่ต้องเหตุรุนแรงเกิดขึ้น อีกอย่างหลักหารของการเกิดเหตุที่ผ่านก็เพื่อยกระดับของการกลุ่ม ในเมื่อรัฐบาลยอมรับแล้วว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระของชาติเป็นอันดับต้นของประเทศแล้วจะไปก่อเหตุทำไมอีก ที่ผ่านมาเรามีการพูดทั้งทางลับและเปิดเผยมาประมาณ80เปอร์เซน ตอนนี้เรากำลังพัฒนาพูดคุยเพื่อสู่การวางอาวุธ เราพัฒนาด้านความสัมพันธ์ คาดว่าไม่เกินอีก5ครั้งจะเห็นผลการพูดคุยอย่างแน่นอน

ที่มา: www.naewna.com
News Code: loc g:naewna g:agency p:wnn v:netnews

Comment
Related