วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

เตือนรับมือเนิ่นๆก่อนสู่'ผู้สูงวัย'ถึงพร้อมด้วยคุณภาพ-ความสุข

 16 เม.ย. 2561 12:00 น. | หมวดหมู่ การยกระดับคุณภาพชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

13 เม.ย. วันผู้สูงอายุ...กรมกิจการผู้สูงอายุ รับมือสังคมผู้สูงวัย ชูแนวคิด “เตรียมพร้อมทุกวัย สู่สังคมยุคใหม่ที่มั่นคง” เน้นให้ความรู้ดูแลสุขภาพ เงินออม ตั้งแต่วัยเด็กเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพและมีความสุขในอนาคต
นายธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวกับ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงกรมกิจการผู้สูงอายุว่า ก่อตั้งมานับตั้งแต่ปี 2558 เดิมเป็นสำนักส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กเยาวชนผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุของ พม. ซึ่ง พม. จะทำหน้าที่ดูแลในภาพรวม ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงาน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ที่มีการตื่นตัวเรื่องสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น
“ถ้าพูดถึงผู้สูงอายุ ก็ไม่ได้มองแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเลย คือนับตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ คือเราต้องวางแผน ซึ่งวันที่ 13 เมษายนของทุกปีเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เราได้จัดงานมา 36 ปีแล้ว โดยปีนี้มีแนวคิดคือ “เตรียมพร้อมทุกวัย สู่สังคมยุคใหม่ที่มั่นคง” ซึ่งปัจจุบันมีผู้สูงอายุมากขึ้น จากที่สำรวจพบว่ามีผู้สูงอายุที่มีอายุถึง 100 ปี จำนวนถึง 3 พันคนแล้ว โดยอายุมากสุดอยู่ที่ปัตตานี อายุ 132 ปี ฉะนั้น คนจะมีอายุมากขึ้น ส่วนเด็กก็เกิดน้อยลง โดยปี 2562 คาดการณ์ว่าสัดส่วนของเด็กจะเกิดน้อยกว่าผู้สูงอายุ ซึ่งการทำงานเรื่องผู้สูงอายุ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เช่นวัยเด็กเล็กสำคัญมาก ต้องสร้างให้มีวินัย ทั้งในเรื่องของการออมสำหรับวันข้างหน้า ต้องสอนให้มีการหยอดกระปุกออมสินเพื่อสร้างนิสัยให้รักการออม โดยจะมีการแจกกระปุกออมสินให้”
นางธนาภรณ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 11 ล้านคน เป็นผู้ป่วยติดเตียงประมาณ 1.5% หรือประมาณกว่า 1 แสนคนเกือบ 2 แสนคน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของการเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงไม่ใช่เรื่องการออมอย่างเดียวแล้วแต่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องสุขภาพด้วย โดยต้องส่งเสริมให้มีการออกกำลังกาย ซึ่งกรมกิจการผู้สูงอายุจัดให้มีกิจกรรมการเต้นออกกำลังกายกันเป็นประจำ
“ผู้สูงอายุวันนี้ เป็นผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังถึง 1 ใน 3 ทำให้ทางกรมกิจการผู้สูงอายุพยายามส่งเสริมเรื่องสร้างอาชีพ ขณะนี้ทางกระทรวงแรงงานก็กำลังจะปรับการจ้างงานผู้สูงอายุให้เป็นการจ้างงานรายชั่วโมง เพราะหากเป็นรายวันผู้สูงอายุจะทำงานไม่ไหว แล้วก็เปิดรับก็ไม่ค่อยมีคนไปสมัคร ตอนนี้เราจึงพยายามส่งเสริมอาชีพอิสระให้มากขึ้น นอกจากนั้นเรายังมีกองทุนผู้สูงอายุ สามารถให้กู้ได้ไม่มีดอกเบี้ยกู้ 3 ปีไม่เกิน 3 หมื่นบาท ตรงนี้เราก็ไปฝึกอาชีพ ซึ่งมีผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญาอยู่มากมาย ตอนนี้ได้พยายามรวมกลุ่ม เรามีศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพอยู่ในระดับตำบลกว่า 1 พันแห่ง ซึ่งก็จะมีโรงเรียนผู้สูงอายุ จะมีการสอนเรื่องสุขภาพ การดูแลสุขภาพ การฝึกอาชีพ และในเดือนเมษายนนี้ เรากำลังจะเปิดโกลด์แอปพลิเคชัน คือมองผู้สูงอายุมีคุณค่าเปรียบเหมือนกับทองคำ เพื่อเป็นการสื่อสารจากรัฐบาลไปยังผู้สูงอายุโดยตรง ซึ่งลูกหลานก็สามารถโหลดแอปพลิเคชันตัวนี้ได้เพื่อจะได้รู้ในเรื่องสิทธิ เรื่องการช่วยเหลือต่าง ๆ บทความ ข้อมูลข่าวสาร หรืองานที่สามารถไปร่วมได้”
นอกจากนี้ นางธนาภรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า กรมกิจการผู้สูงอายุให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีและไอที เพื่อเป็นฐานข้อมูลของผู้สูงอายุ ทำให้สามารถดูแลผู้สูงอายุในระบบได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
สงกรานต์นี้ อย่าลืมดูแลผู้สูงอายุ ให้ความอบอุ่นทางใจ โดยผู้สูงอายุก็ควรปรับตัวด้วย ลูกหลานควรสอนให้รู้ในเรื่องโซเชียลมีเดียเพื่อที่จะได้ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น เพราะตอนนี้โซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามามีบทบาทมีความสำคัญในชีวิตประจำวันมากขึ้น ดังนั้น จะทำอย่างไรไม่ให้ความเป็นครอบครัวห่างหายไปและในอนาคตอยากให้ลูกหลานหลับไปทำงานที่บ้าน เพราะวันนี้มีโอกาสในชุมชนต่าง ๆ มากมายอยากให้มีสภาพครอบครัวบรรยากาศเก่า ๆ กลับคืนมา
สำหรับประชาชนโดยทั่วไปนั้น นางธนาภรณ์ กล่าวว่าขณะนี้มีความตื่นตัวเรื่องก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็ปูพื้นฐานให้ความรู้ไปยังกลุ่มเด็กผ่านสภาเด็กและเยาวชนในระดับตำบล เพราะผู้สูงวัยคือผู้ที่อยู่ใกล้ตัวเด็กและเยาวชน เด็กและเยาวชนจะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันผู้สูงอายุจะมีประสบการณ์และภูมิปัญญาที่จะเป็นประโยชน์แก่ลูกหลาน
วันนี้หลายคนอยากจะกลับไปในสมัยก่อน ๆ จากที่ชมละครบุพเพสันนิวาส ซึ่งก็จะได้องค์ความรู้ทางปัญญาเก่า ๆ มาใช้ประโยชน์ วันนี้มีการท่องเที่ยวชุมชนมากขึ้น ผู้หญิงเป็นไกด์ได้ เพราะฉะนั้นจะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และถ้าในระดับชุมชน และตำบลดูแลดี ถึงแม้จะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างไร ปัญหาก็จะไม่มากเท่ากับประเทศอื่น เช่นวันนี้เราจะเอาเรื่องของธนาคารมาปรับใช้ ซึ่งจริง ๆ เรามีเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นธนาคารความดี เราทำดีไม่ได้หวังผลตอบแทน เช่น มีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ก็จะไปให้คำแนะนำ พูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกันกับผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้อยากให้เกิดขึ้น ส่วนเรื่องอาชีพผู้สูงอายุ เป็นเรื่องสำคัญ เราพยายามทำเรื่องอีมาร์เก็ต เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ขายสินค้าอีกทางหนึ่งด้วย
ส่วนปัจจุบันที่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุมากขึ้นนั้น นางธนาภรณ์ กล่าวว่า กิจการเหล่านี้ไม่ต้องมาขออนุญาตกับกรมกิจการผู้สูงอายุ แต่กรมจะเข้าไปตรวจสอบเรื่องมาตรฐานสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาว่าต้องพยายามส่งเสริมภาคเอกชนที่ทำธุรกิจสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงกิจการที่จัดทำเพื่อดูแลผู้สูงอายุ
“ตอนนี้กำลังจัดทำมาตรฐานอยู่ นับตั้งแต่มาตรฐานสถานที่ มาตรฐานคนดูแล ฉะนั้น ต่อไปผู้ที่จะทำธุรกิจนี้ต้องมาขออนุญาตจากกรมเรากำลังไปดู พ.ร.บ.สถานประกอบการด้านสุขภาพ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพอยู่ และในอนาคตกรมกิจการผู้สูงอายุก็จะเป็นผู้ดูแลเรื่องมาตรฐาน ดังนั้นในปีนี้น่าจะเกิดขึ้น และสบายใจได้ว่าสถานที่ดูแลผู้สูงอายุต่าง ๆ จะมีมาตรฐานแน่ และเราเองพยายามทำซีเนียร์คอมเพล็กซ์ เป็นสถานที่ที่ดูแลผู้สูงอายุต่าง ๆ จะมีมาตรฐานแน่ และเราเองพยายามทำซีเนียร์คอมเพล็กซ์ เป็นสถานที่ที่ดูแลผู้สูงอายุที่เข้ามาตั้งแต่สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง จนถึงร่างกายเริ่มไม่ดีและต้องการคนดูแล ซึ่งตอนนี้มี 4 แห่ง คือที่เชียงใหม่ เชียงราย นครนายก และชลบุรี โดย 3 ที่แรก กรมธนารักษ์เป็นคนดำเนินการ ส่วนที่ชลบุรีทางกรมกิจการผู้สูงอายุเป็นผู้ดำเนินการ ฉะนั้นในอนาคตจะมีซีเนียร์คอมเพล็กซ์เกิดขึ้นสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัวหรือไม่มีบุตรหลานดูแล ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เรามีสถานที่คือศูนย์การพัฒนา อย่างบ้านบางแค เป็นลักษณะสวัสดิการให้อยู่แล้ว แต่ในอนาคตอาจจะมีการร่วมทุนกับภาคเอกชนด้วย”
นางธนาภรณ์ กล่าวต่อด้วยว่าในส่วนของศูนย์พัฒนาผู้สูงอายุนั้น นอกจากที่บ้านบางแค ยังมีที่อื่นอีก แต่ถ่ายโอนให้กับท้องถิ่นไปแล้ว 13 แห่งทั่วประเทศ ตอนนี้ยังมีที่อยู่ในความดูแลของกรมกิจการผู้สูงอายุอีก 12 แห่ง เช่นที่บางแค ปทุมธานี อยุธยา บุรีรัมย์ ลำปาง เชียงใหม่ นครพนม ยะลา สงขลา ภูเก็ต
“ตรงนี้จริง ๆ อยากให้เป็นศูนย์เรียนรู้ และในอนาคตเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอยู่ในตำบลต่าง ๆ และตอนนี้ที่ทำโรงเรียนผู้สูงอายุ ในอนาคตเราอยากให้เป็นเดย์แคร์เซ็นเตอร์ที่จะดูแลผู้สูงอายุในเวลากลางวัน และในอนาคตศูนย์ทั้งหลาย เราอยากให้เป็นเหมือนสถานสงเคราะห์ เป็นการดูแลกันในลักษณะชุมชน ตอนนี้พยายามให้ทั้ง 12 ศูนย์ เป็นศูนย์เรียนรู้ อย่างที่บางละมุงที่จะทำเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบครบวงจร และในอนาคตอยากให้เป็นศูนย์ในระดับอาเซียน...
ส่วนปัจจุบันที่มีการมองกันว่าประเทศไทยเป็นเหมือนแหล่งพักพิงของผู้สูงอายุจากหลายชาติ อาจทำให้แต่คนไทยไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรนั้น นางธนาภรณ์ กล่าวว่าสำหรับคนไทยทางกรมยังคงดูแลอยู่เป็นปกติ ซึ่งก็กำลังจัดทำมาตรฐานและเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในเรื่องสถานที่ดูแลจะแบ่งเป็นหลายประเภท เช่นบ้านพักที่ทำให้เป็นมาตรฐาน เหมาะกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ
“เช่นจะต้องมีประตูขนาดเท่าไหร่ ห้องน้ำอย่างไร เราก็ส่งเรื่องไปที่กรมโยธาธิการผังเมือง ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 4 แบบที่สามารถใช้ได้เลย ส่วนสถานที่ที่เป็นที่พักจะมีบริการด้วย ตอนนี้กำลังทำมาตรฐานอยู่ กำลังขออนุญาต ซึ่งก็จะแยกประเภทไปอีกแบบเป็นคนไทย คนต่างชาติ และตรงนี้จะมีสิทธิประโยชน์เรื่องต่าง ๆ ตามมา ตอนนี้อยู่ระหว่างกระบวนการและมีพวกสถานดูแลที่เป็นกึ่ง ๆ ที่ต้องใช้อุปกรณ์แพทย์กับสถานที่ที่เป็นสถานพยาบาลเลย เรากำลังมีกฎหมายเข้ามาคุม เดิมเรื่องเหล่านี้ต้องไปจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์เท่านั้น แต่ต่อไปจะมีกฎหมายเข้ามาคุมมาตรฐาน ก็จะมีคณะกรรมการเข้าไปตรวจ ตรงนี้กำลังเชื่อมโยงว่าเราอาจจะใช้ผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการบำนาญหรือเป็นเอกชนที่เข้ามาเป็นคณะและออกไปตรวจ ซึ่งทางรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ให้ความสำคัญมาก อย่างเรื่องธนาคารเวลาก็ให้เอามาปรับใช้กับประเทศไทยว่าต้องทำอย่างไร ตอนนี้ก็กำลังปรับทั้งระบบและหากใครมีโครงการดี ๆ ก็แนะนำเรามาได้เลย เราเปิดแฟนเพจของกรมกิจการผู้สูงอายุ เราเปิดเฟซบุ๊ก เปิดเว็บไซต์ สามารถเสนอความคิดเห็นมาได้เลยว่าท่านเห็นที่ประเทศอื่นอย่างไรอยากให้นำมาปรับใช้กับประเทศไทยอย่างไรเราจะได้ดูแลร่วมกัน
ทั้งนี้ นางธนาภรณ์ ยังกล่าวถึงสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุด้วยว่า ขณะนี้ ผู้สูงอายุจำนวน 11 ล้านคนในไทย ลงทะเบียนรับเบี้ยผู้สูงอายุประมาณ 8 ล้านคน ส่วนที่รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐนั้นมีผู้สูงอายุประมาณ 3-6 ล้านคนที่มาลงทะเบียน ซึ่งจะได้รับเงิน 200-300 บาทตามระดับรายได้อยู่แล้ว
ตอนนี้กำลังจะมีอะไรที่ให้เพิ่มเติมกับผู้สูงอายุที่เดือดร้อน ช่องทางหนึ่งคือมีเงินภาษีสรรพสามิตที่เพิ่มขึ้น 2% จะตัดมาให้ผู้สูงอายุประมาณ 4 พันล้านบาท ส่วนอีกก้อนหนึ่ง จะเชิญชวนผู้สูงอายุประมาณ 5 ล้านคนที่ไม่ค่อยเดือดร้อน แต่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ โดยอยากให้ใน 5 ล้านคนสละบริจาคเบี้ยเลี้ยงชีพเข้ากองทุนเพื่อสูงอายุ เพื่อช่วยเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการของรัฐ ตอนนี้เป้าหมาย 5 ล้านคนบริจาคสัก 5 หมื่นคน ตอนนี้เพิ่ง 300 คนเองจากที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ดังนั้นก็ขอเชิญชวนผู้สูงอายุที่ไม่เดือดร้อนและลำบากได้มีโอกาสช่วยเพื่อนผู้สูงอายุด้วยกัน
ในส่วนผู้สูงอายุที่เกิดก่อน 1 ตุลาคม 2502 ต้องไปลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ย ซึ่งเมื่อก่อนต้องเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น แต่ตอนนี้สามารถไปลงทะเบียนได้ตลอด แต่หากท่านใดไม่ได้เดือดร้อนก็ขอความกรุณาไปลงทะเบียนแล้วบริจาคเลย เพราะทุกวันนี้ 8 ล้านคน รัฐบาลต้องใช้เงินประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาทต่อปีในการให้เบี้ยเลี้ยงชีพผู้สูงอายุ ดังนั้น ยังมีผู้สูงอายุประมาณ 4 ล้านคนที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ...
“อีกส่วนหนึ่งคือเราไปซ่อมบ้านให้สำหรับผู้สูงอายุที่ยากไร้ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม มีการติดราวจับ บางบ้านแทบจะรื้อกันเลย ซึ่งเราพยายามสร้างใหม่เป็นทางราบเผื่ออนาคตต้องใช้วีลแชร์ นอกจากนั้น วันนี้ก็มีผู้สูงอายุที่มากู้ยืมเงินกองทุนผู้สูงอายุไปประกอบอาชีพ ตอนนี้มีอายุ 80 ปีที่มากู้เงินด้วย แล้วเอาไปใช้จริง ๆ คือไปทำร้านอาหารส้มตำอีสาน หรือบางท่านก็ทำร้านรีดเสื้อผ้า ซึ่งการกู้ยืมจะต้องมีผู้ค้ำประกัน และเราก็จะไปดูแล โดยไม่มีดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน จะมีเรื่องประชารัฐเพื่อสังคม ซึ่งเป็นคณะที่เกิดใหม่ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนกำลังพยายามส่งเสริมเรื่องการประกอบอาชีพอิสระให้กับผู้สูงอายุ และเรากำลังทำซึ่งได้รับความร่วมมือจาก CAT เทเลคอม สามารถเสนอสินค้าเข้าไปขายในอีมาร์เก็ตของ CAT เทเลคอมได้ ตอนนี้เราพยายามช่วยกัน ส่งเสริมเรื่องอาชีพ หากท่านใดมีอาชีพอยู่แล้ว เราก็เข้าไปช่วยเรื่องการตลาด ส่วนท่านใดไม่มีอาชีพ เราจะหาให้ และในปีนี้เราทำวิจัยอาชีพที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ”
“ตอนนี้มีการจ้างงานผู้สูงอายุในกรณีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาทลงมา ยังค่อนข้างจะน้อยแต่ถ้ามากกว่านั้น จริง ๆ บริษัทมีการจ้างอยู่แล้ว เช่นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์สูง ซึ่งจากที่รัฐบาลประกาศตรงนี้มาคือให้บริษัทจ้างผู้สูงอายุเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นคือเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ก็เพราะกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะลำบากหลังจากพ้นจากงานที่เคยทำอยู่ แม้จะมีมาตรการทางภาษี ก็ยังถือว่ามีการจ้างที่น้อยอยู่ ขณะเดียวกัน ในประชารัฐเพื่อสังคม เราก็เชิญชวนให้มีการจ้างงาน โดยปีที่แล้ว สามารถจ้างงานเพิ่มได้ประมาณ 3.9 หมื่นคน ส่วนปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอีกประมาณ 2 หมื่นคน”
นอกจากนั้นแล้ว โดยรัฐบาลผ่านทางธนาคารออมสินและ ธอส. ก็มีโครงการให้ผู้สูงอายุสามารถจำนองบ้านได้ โดยนำเงินที่ได้มาใช้เป็นรายเดือน ตรงนี้ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมาก คือครบมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ขณะเดียวกัน เราพยายามส่งเสริมนวัตกรรมในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งเราเองได้จัดมาตั้งแต่เดือนมกราคมเรื่องของนวัตกรรมในการส่งเสริมภูมิปัญญาให้เอามาใช้เป็นอาชีพ ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ได้จัดนวัตกรรมเรื่องการออม ส่วนเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจัดเรื่องนวัตกรรมดูแลสุขภาพ ส่วนเดือนเมษายนนี้ เราจัดเตรียมพร้อมทุกวัยสู่สังคมยุคใหม่ที่มั่นคง คือพยายามส่งเสริมแอปพลิเคชันต่าง ๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น ส่วนเดือนพฤษภาคมจะพยายามดึงพื้นที่ที่ดูแลผู้สูงอายุครบถ้วนมานำเสนอให้เห็น เพื่อเป็นตัวอย่าง และขยายผล ต่อไปก็จะเป็นเรื่องสุขภาพช่องปาก เรื่องนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงอายุ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 - 22 เม.ย. 2561--

Comment
Related