วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

คอลัมน์: วิเคราะห์จุดอ่อน... นโยบาย'ดับไฟใต้'ของพรรคการเมือง

 13 มี.ค. 2562 04:10 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หลังเกิดเหตุการณ์สลดใจคนร้ายบุกยิงพระภิกษุสงฆ์ที่ จ.นราธิวาส ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า นโยบายดับไฟใต้ของแต่ละพรรคการเมืองคืออะไร การแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยทำไมยังมีความรุนแรงเป็น ระยะๆ การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 70 ปี แก้ไขอะไรได้บ้าง ? หากมีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาทุกอย่างจะดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ?...
ที่ผ่านมา ผู้นำทางศาสนาที่ได้รับบาดเจ็บหรือ เสียชีวิตไม่ได้มีเฉพาะ "พระสงฆ์" เท่านั้น แต่ยังมีการสูญเสีย"โต๊ะอิหม่าม" ด้วย โดยมีจำนวนเกือบ 50 รายในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาแบ่งเป็นได้รับบาดเจ็บจำนวน 25 ราย และเสียชีวิตจำนวน 21 ราย
แต่เหตุการณ์ความรุนแรงที่เรียกสั้นๆ ว่า "ไฟใต้" เหล่านี้ กลายเป็นเหมือนนโยบายละเอียดอ่อนหรือจุดอ่อนที่พรรคการเมืองซึ่งกำลังลงคะแนนหาเสียงกับคนใต้ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงนัก ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะรู้ดีว่าการแสดงความเห็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
วินาทีนี้หากติดตามวิสัยทัศน์นโยบายภาคใต้ของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก จะเห็นว่าส่วนใหญ่หันไปเน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจแทน เพราะเชื่อกันว่า เมื่อเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองชาวบ้านมีเงินมีความเป็นอยู่ดีขึ้น การก่อเหตุร้ายรุนแรงในสังคมจะลดน้อยถอยลงไปตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์
เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ช่วงนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
หัวหน้าพรรค เดินสายหาเสียงกับคนใต้ด้วยประโยคซ้ำๆ ว่า ปัญหาภาคใต้ แก้ได้ด้วยการเชื่อมต่อระบบเส้นทางคมนาคมทะเล 2 ฝั่ง และเชื่อมโยงการพัฒนาพื้นที่กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเกษตร พรรคประชาธิปัตย์เสนอนโยบายดับไฟใต้ด้วยการเมือง ไม่ใช้ยุทธวิธีแบบทหารเหมือนที่ผ่านมา และสนับสนุนให้ชาวบ้านในพื้นที่มีความเข้าใจดีต่อกันไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ส่วน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วนที่จะรีบแก้ไขสำหรับภาคใต้มี 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ปาล์ม ยาง ประมง ท่องเที่ยว และการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะแก้อย่างไร
ส่วน พรรคพลังประชารัฐ
ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้วเดินสายเปิดตัวในภาคใต้ พบปะน้องนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาเกือบ 1,000 คน โดยแสดงจุดยืนนโยบายภาคใต้ว่าจะเน้นสร้างงานมั่นคง พลิกห้องเรียนเปลี่ยนไทยทันโลก เนื่องจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีความสวยงามของทรัพยากรทางทะเลดึงดูดผู้คนเข้ามาช่วยกันพัฒนาพื้นที่ได้มาก พรรคตั้งใจจะพัฒนาเศรษฐกิจใต้ให้เติบโต ใตใหเตบโต2 เท่าใน 4 ปีข้างหน้า เช่น โครงการไทยแลนด์ริเวียร่า โครงการด้ามขวาน 4.0 สร้างนวัตกรรมพืชเกษตร ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผักเหลียง ไม้หอม เฯลฯ
พร้อมเชิญชวนสถาบันการศึกษาเข้ามาสนับสนุน "นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทางทะลที่สวยงาม" และร่วมกำหนดนโยบายพัฒนาด้วยตัวเอง มีการเสนอแนวคิดเลิกให้คนนอกพื้นที่เข้ามากำหนดนโยบาย เปลี่ยนเป็นเปิดพื้นที่เฟ้นหาคนรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนพื้นที่ภาคใต้เพราะหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จได้เกิดจากโครงการที่คนในพื้นที่เป็นต้นคิด เช่น ธนาคารปู สวัสดิการชุมชน ปลูกป่า ชายเลนชุมชน
"พรรคเพื่อไทย"
แม้ว่าฐานเสียงดั้งเดิมไม่ใช่ภาคใต้ แต่เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์"แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงความรู้สึกสะเทือนใจต่อเหตุการณ์บุกยิงพระสงฆ์ ถือเป็นเหตุการณ์มุ่งทำลายสันติสุขและสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะดูแลความปลอดภัยในชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่ ส่วนวันเปิดตัวสาขาพรรคเพื่อไทยที่ภูเก็ต ได้ประกาศย้ำเพิ่มเติมว่า พรรค เพื่อไทยจะเร่งฟื้นฟูและหยุดวิกฤติเศรษฐกิจทุกระดับชั้น ตัวอย่างเช่น ภูเก็ตมีนัก ท่องเที่ยวเข้ามาปีละกว่า 10 ล้านคน ต้องเร่งฟื้นฟูเรื่องความปลอดภัยต่อปี พร้อมสร้างระบบคมนาคมขนส่ง
ด้าน "พรรคอนาคตใหม่"
น้องใหม่มาแรง "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ"
หัวหน้าพรรคได้ลงพื้นที่กระบี่ พร้อมสัญญาว่าถ้าได้รับเลือกเป็นรัฐบาล จะคืนอำนาจสู่ท้องถิ่นให้บริหารจัดการชีวิตตัวเองมากกว่านี้ เน้นกระจายอำนาจ เช่น ให้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นอกจากนี้ยังเสนอให้ท้องถิ่นบริหารจัดการภาษีของตนเอง โดยใช้สัดส่วนภาษีส่วนกลางกับภูมิภาคฝ่ายละครึ่ง หรือ 50:50 เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจไปทั่วทุกภาคและทุกพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังจะเน้นพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ เอาทรัพยากรที่มีอยู่ใน ท้องถิ่นมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ และจะดึงเอางบประมาณยางพารา 3 หมื่นล้านบาทต่อปี มาบริหารจัดการใหม่ หรือสร้างโรงงานนมแพะที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยงบประมาณจาก ศอบต. จะสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน พัฒนาเส้นทางคมนาคมและอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ด้านพรรคเล็กน้องใหม่อย่าง พรรคประชาชาติ
ที่ได้หัวหน้าพรรคระดับ "วันมูหะมัดนอร์ มะทา"
และเลขาธิการพรรค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
อดีตผู้นำศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้หลายฝ่ายลุ้นว่านโยบายของพรรคนี้ที่คุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี จะมีแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ หรือไม่
ปรากฏว่าพรรคประชาชาติประกาศยึดมั่นแนวทางการส่งเสริม สังคมแบบพหุวัฒนธรรม
ลดความเหลื่อมล้ำ เน้นอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในทุกศาสนาและทุกชนชั้น โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อยากให้ชุมชนหรือประชาชนไม่ว่าจะศาสนาใดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากเดิม จากเหตุการณ์ความรุนแรงทำให้ครอบครัวได้รับความสูญเสีย เด็กกำพร้าหรือสตรีม่าย เสนอให้เอางบประมาณความมั่นคงมาให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสิน เพราะเรื่องสำคัญที่สุดของประชาชนคือความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมเสนอว่าพรรคจะเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเสรี ไม่ผูกขาด เน้นระบบรัฐสวัสดิการและแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดไป สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชนในพื้นที่ ขึ้นทะเบียนยางพารา
"พลังท้องถิ่นไท"
แม้เป็นพรรคเล็กแต่เสนอนโยบายภาคใต้ที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ โดยวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา "ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์"
เลขาธิการพรรค เปิดตัวผู้สมัคร ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ครบ 50 เขต พร้อมแสดงวิสัยทัศน์และแถลงนโยบายสร้างรากแก้วให้ภาคใต้เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ชูแก้ปัญหาราคายางพารา ปาล์มน้ำมันตกต่ำ ด้วยการประกันราคาสินค้าการเกษตร พร้อมพัฒนาจังหวัดสตูลให้เป็นเมืองปลอดภาษี ส่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จัดเป็นเมืองรองรับระบบอาหารฮาลาล และจัดตั้งศูนย์การแพทย์มุสลิม เพื่อขยายฐานการแพทย์สู่อาเซียนเชื่อมมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่มีชาวมุสลิมมากกว่า 300 ล้านคน และยกระดับ 5 อำเภอในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ เกาะสมุย ทุ่งสง สะเดา เบตง และหาดใหญ่ ให้เป็นเขตท้องถิ่นรูปแบบพิเศษระดับอำเภอ
นโยบายสวยหรูของพรรคการเมืองต่างๆ ข้างต้น ฟังหาเสียงแล้วคงทำให้ชาวบ้านทั่วไปเกิดความเคลิบเคลิ้มได้พอสมควร แต่สำหรับผู้ที่เป็นแกนนำสำคัญในการแก้ไขปัญหา "ไฟใต้" นั้น กลับไม่ได้ให้ความสนใจกับนโยบายข้างต้นมากนัก
"อับดุลอาซิส เจ๊ะมามะ"
รองประธานกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดนราธิวาส กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งว่า ช่วงนี้พรรคการเมืองลงพื้นที่ภาคใต้มาพบปะหาเสียงกับประชาชนจำนวนหลายพรรค ส่วนตัวแล้วยังไม่เห็นนโยบายที่มีความชัดเจนในเรื่องสำคัญที่กำลังเป็นปัญหา เช่น เรื่องศาสนา เรื่องการศึกษาและการว่างงาน
"นโยบายสำคัญที่อยากเห็นคือ 1.สนับสนุนให้ ชาวบ้านเคารพนับถือในหลักศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ทำอย่างไรให้มีจุดหลักยึดมั่นในชีวิต เพราะทุกศาสนามีคำสอนให้เป็นคนดีไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น พอไม่ยึดหลักศาสนาก็เกิดปัญหาความรุนแรงต่างๆ และ 2.อยากให้เน้นเรื่องการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้มากกว่านี้ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ไม่ใช่พูดหาเสียงแต่เรื่องพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ หรือนักท่องเที่ยว ราคายางพารา หรือพวกเศรษฐกิจต่างๆ"
ผู้นำศาสนาอิสลามกล่าวต่อว่า การส่งเสริมให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยหยุดยั้งปัญหาความรุนแรงต่างๆ คำว่าอยู่ดีกินดีคือชาวบ้านทุกคนเรียนจบแล้วมีงานที่มั่นคงทำ มีรายได้ที่แน่นอน ไม่ใช่ไปส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือเศรษฐกิจในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับชาวบ้านในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีจำนวนนัก ท่องเที่ยวไม่ได้มากนัก ที่ผ่านเกือบ 30 ปี พรรคการเมืองมาหาเสียงมีแต่สัญญาว่าจะทำนั่นทำนี่ แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ "ตัวแทนเครือข่ายด้านประชาสังคม"ผู้ทำงานอาสาสมัครคลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มานานหลายปี วิเคราะห์ให้ฟังว่า การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ มีความแตกต่างจากครั้งอื่นๆ เนื่องจากมีบางพรรคเสนอว่า หากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลหรือเป็น ส.ส. จะสนับสนุนให้บางพื้นที่ในภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ หรือมีอำนาจในการปกครองตัวเอง ไม่ต้องขึ้นตรงกับส่วนกลางทุกอย่างเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ชายแดนภาคใต้รู้สึกคึกคักพอสมควรกับการเลือกตั้งที่จะมาถึง
"สำหรับพวกเราที่ทำงานในพื้นที่กับเด็กและผู้หญิงรู้สึกว่านโยบายของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ยังไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนัก เน้นพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กับปัญหาราคายางพารา แต่สิ่งที่ชาวบ้านอยากได้แท้จริงคือความยุติธรรม หรือกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกันทุกคน เช่น การประกันตัวผู้ต้องสงสัย การได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน ทุกวันนี้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มีการทุบตีทำร้ายภรรยาหรือลูก การบังคับให้เด็กหญิงแต่งงานก่อนวัยอันสมควร พรรคการเมืองต้องช่วยกันคิดแก้ปัญหานี้ด้วย เพราะสิ่งสำคัญสุดคือ ความเท่าเทียมกันของคนในครอบครัวทั้งผู้หญิงและผู้ชาย"
ตัวแทนภาคประชาชนข้างต้นยอมรับว่า จุดอ่อน ของนักการเมืองคือยังไม่เห็นมิติความสำคัญของความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพราะถ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จะรู้ว่านโยบายที่พรรคการเมืองควรนำมาเสนอหาเสียง คือ การกำหนดอัตราส่วนของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมองค์กรปกครองท้องถิ่น หรือในหน่วยราชการ หน่วยงานภาครัฐต่างๆ
"ที่ผ่านมาการตัดสินใจเรื่องทุกอย่างทำโดยผู้ชายเกือบทั้งหมด ไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ช่วยคิดหรือมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาไฟใต้ เรื่องนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ทำให้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้ามีการกำหนดให้มีสัดส่วนผู้หญิงเข้าไปช่วยตัดสินใจเรื่องต่างๆ มากกว่านี้ อาจทำให้ปัญหาความรุนแรงบรรเทาลดลงได้ เพราะมุมมองหรือวิธีคิดของผู้หญิงมีความแตกต่างจากผู้ชาย การช่วยกันคิดอย่างเท่าเทียมจะทำให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาที่ได้ประสิทธิผลดีกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน อยากให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมหญิงชายอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดหาเสียงเท่านั้น แต่อยากได้ที่เห็นเป็นรูปธรรมด้วย"
ข้อวิเคราะห์ 2 มุมมองข้างต้นจากผู้ที่มีส่วนร่วมสำคัญแท้จริงในกระบวนการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้เห็นจุดอ่อนนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในช่วงนี้ว่า ยังไม่ได้ตกผลึกเข้าใจถ่องแท้ถึง นโยบาย"ดับไฟใต้"
"มีการศึกษา มีงานทำ" กับ "ความเท่าเทียมของหญิงชาย" คือ 2 นโยบายที่เฝ้ารอของชาวใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีพรรคการเมืองที่เข้าใจและจริงใจอย่างแท้จริง ก่อนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง !
'หุ้นส่วนพัฒนา โลกเปลี่ยนด้วยมือเรา'
เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง สรุปได้ 12 ข้อ ดังนี้ 1.ดูแลเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 2.เพิ่มวงเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3.ให้ประชาชนยากจนเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างแท้จริง 4.นโยบายเงินกู้ กยศ. กู้เรียนฟรี ปรับลดดอกเบี้ย และค่าปรับ 5.ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มมูลค่ายางพารา 6.มีกระบวนการรองรับคนทำงานจิตอาสา 7.ส่งเสริมอาชีพเสริมสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ 8.นโยบายแก้ปัญหายาเสพติด 9.นโยบายด้านสาธารณสุข ใส่ใจการรักษาพยาบาลคนเจ็บป่วย 10.ส่งเสริมการเกษตรปลอดสารพิษ ยกเลิกใช้สารเคมีเกษตร 11.ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตในสตรี 12.ส่งเสริมให้สตรีมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในทางการเมือง การปกครองและทุกพื้นที่ของสังคม

ที่มา: คมชัดลึก
News Code: das pol g:komchadluek g:agency g:paper g:nmg p:kcl v:paperl

Comment
Related