วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

'กนอ.'ปลื้มต่างชาติจองนิคมฯ ยางพารา สร้างจุดขายมีระบบโลจิสติกส์ครบวงจร!!

 07 พ.ย. 2561 10:00 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

กนอ. เผยนักลงทุนจีน ญีปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย พาเหรด จ่อจองพืนทีนิคมฯยางพารา จ.สงขลา 500 ไร่ ขณะทีแผนการพัฒนาพืนทีนิคมฯใกล้สมบูรณ์ 100% มันใจพร้อมเปิดรับนักลงทุน ไทย-เทศ
นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรในกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารา ตามยุทธศาสตร์พลังประชารัฐที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิต เพื่อยกระดับราคายางพาราภายในประเทศให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กนอ.ได้เร่งดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือ รับเบอร์ชิตี้ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา บนพื้นที่รวม 1,248 ไร่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมคลัสเตอร์ยางพารา และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง โดยปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ 100% แล้วพร้อมรองรับนักลงทุนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศเข้าใช้พื้นที่เพื่อประกอบการได้ทันที
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่การพัฒนาพื้นที่นิคมฯยางพารามีความชัดเจน ทั้งทางด้านระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่งผลให้มีกลุ่มนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ตัดสินใจที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อการลงทุน โดยล่าสุดได้แจ้งความประสงค์จองพื้นที่เพื่อประกอบกิจการแล้ว ประมาณ 500 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้และกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมการแพทย์ และ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจอยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้ามาลงทุนอีกจำนวน 179 ไร่ เนื่องจาก พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจร ทั้งทางบก ทางน้ำ และ ทางอากาศที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างๆ ทั้งในกลุ่มสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT - GT) ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย รวมทั้งการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก
นอกจากนี้ ในพื้นที่ดังกล่าว ยังมีความได้เปรียบทางด้านแรงงาน และวัตถุดิบยางพารา โดย กนอ.คาดว่าหากมีการใช้พื้นที่เต็มโครงการทั้งหมด จะมีความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ประมาณ 9,000 ตันต่อปี โดยมีสัดส่วนเป็น น้ำยางข้น ประมาณ 60% หรือ 5,400 ตันต่อปี และยางแผ่นรมควัน ประมาณ 40% หรือ 3,600 ตันต่อปี ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ แก่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ประมาณ 450 ล้านบาทต่อปี และเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราแล้วจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 10 เท่า หรือ คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท
--ทรานสปอร์ต เจอร์นัล ฉบับวันที่ 1-15 พ.ย. 2561----จบ--

Comment
Related