วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

แม่ทัพภาค2 โต้สั่งดูดสส.'มาร์ค' อัด3มิตร เลิกเล่นแบบเก่า

 08 ก.ค. 2561 06:00 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

แม่ทัพภาค 2 โต้ส่งทหารดูดส.ส.โคราชเข้าพลังประชารัฐ เพื่อไทยยันมีจริง ระบุมีแค่ตระกูล 'รัตนเศรษฐ' ที่ย้ายพรรค ยัวะอดีตส.ส.กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา อ้างแกนนำกลับกลอกเลยชิ่งหนี 3 พรรค รุมจวก 'พลังดูด' เป็นภัยร้ายแรง หวั่นสร้างขัดแย้งรอบใหม่ 'มาร์ค' โผล่เบิร์ธเดย์ 'เทือก' ครบ 69 ปี ไม่หวั่น รปช.แย่งฐานเสียงภาคใต้ ยอมรับอดีตส.ส.สุราษฎร์ฯ-จันทบุรีไปแล้ว อัดสามมิตร-ซีกรัฐบาลเล่นแบบเก่าเกรงใจชาวบ้านบ้าง 'สุเทพ' แทงกั๊กหนุน 'บิ๊กตู่' เป็นนายกฯต่อ วงเสวนาเอาผิดคณะรัฐประหาร ชี้ศาลคือหัวใจหยุดรัฏฐาธิปัตย์-วงจรอุบาทว์
แม่ทัพภาค 2 โต้ส่งทหารดูดส.ส.
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2(มทภ.2) ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส. กองทัพภาคที่ 2) กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) อ้างถึงนายทหารระดับสูงสังกัดกองทัพบกเคลื่อนไหวดึงนักการเมือง จ.นครราชสีมา มาร่วมพรรคพลังประชารัฐว่า ไม่ทราบข้อมูลตรงนี้เลย แต่ขอยืนยันว่าไม่เคยสั่งการให้ทหารชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ไปดำเนินการในลักษณะเช่นนั้น เพราะไม่ใช่หน้าที่ของทหารที่จะต้องทำ สิ่งนั้นเป็นงานการเมือง ซี่งหน้าที่หลักของเราคือ ภารกิจการดูแลรักษาความมั่นคง และดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ประเทศชาติเราสามารถเดินต่อไปได้
"ทหารไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับการดูดส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสานเลย มันไม่เกี่ยวข้อง และไม่ใช่หน้าที่ของเรา เพราะนั่นเป็นเรื่องของการเมือง ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ และตามกรอบโรดแม็ป ขณะที่อีกมุมหนึ่งอาจเป็นการดำเนินการในลักษณะส่วนตัวกันมากกว่า เพราะอยู่ในพื้นที่คงรู้จักนักการเมืองกัน เจอหน้าเจอตากันบ่อยอยู่แล้ว ดังนั้น ผมขอย้ำว่าไม่ได้สั่งให้ไปทำแบบนั้นแน่นอน เพราะไม่ใช่หน้าที่ของทหาร" พล.ท.ธรากรกล่าว
พท.ยันมีจริง-โวโคราชเหนียวแน่น
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง แกนนำพรรคเพื่อไทยภาคอีสาน กล่าวว่า การดูดอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานโดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา เกิดขึ้นจริงและมีการกดดันหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้หวั่นไหวและตอบปฏิเสธไปแล้ว การที่อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยอีสานเป็นเป้าหมายหลักในการดูดเพราะมีจำนวนมาก เช่น จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ มีส.ส.ถึง 15 ที่นั่ง เลือกตั้งล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้ 8 ที่นั่ง และระบบบัญชีรายชื่ออีก 2 ที่นั่ง
ณ วันนี้คนที่ถูกทาบทามส่วนใหญ่ยังเหนียวแน่นกับพรรค มีเพียงตระกูล "รัตนเศรษฐ" เท่านั้นที่มีข่าวว่าจะย้ายไปตามแรงดูด ถ้ามีการย้ายจริงคงไม่เกิน 3 คน คืออดีตส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คน และระบบเขต 2 คน แต่ได้คัดเลือกบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งแทนไว้แล้ว เป็นบุคคลที่มีศักยภาพ มีแนวโน้มจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนค่อนข้างสูง พรรคเพื่อไทยจึงไม่ได้หวั่นไหวหรือวิตกกังวลกับการย้ายพรรคของอดีตส.ส.ตระกูล "รัตนเศรษฐ"
"ผมมั่นใจว่าที่อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยภาคอีสานส่วนใหญ่ไม่ยอมย้ายไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะประชาชนยังให้การสนับสนุนนโยบายและผลงานของพรรค ที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนจริง จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลังการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดรัฐบาลและอนาคตของประเทศอย่างแน่นอน" นายประเสริฐกล่าว
ยัวะคนเก่าซัดแกนนำกลับกลอก
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยภาคอีสานระบุว่าสาเหตุที่ย้ายไปซบพลังดูดเพราะผู้ใหญ่ในพรรคกลับกลอก ไม่สู้ เอาตัวรอดว่า ตนไม่เชื่อว่าจะมีอดีตส.ส.เพื่อไทยคนใดให้ข่าวเพราะผิดวิสัยคนอีสานที่มีความสัตย์ซื่อไม่กินบนเรือน แล้วขี้รดบนหลังคา ประการสำคัญผู้ใหญ่ของพรรคก็มิได้มีพฤติการณ์ดังที่ถูกกล่าวหา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเพื่อไทยคงไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานจนถึงปัจจุบัน คาดว่าผู้ให้ข่าวน่าจะเป็นคนของทีมพลังดูดมากกว่า เพราะผู้ที่ย้ายไปซบพลังดูดกำลังถูกประชาชนและกระแสสังคมโจมตีอย่างหนักว่าละทิ้งอุดมการณ์ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเฉพาะหน้า ลืมประชาชน จนอาจกล่าวได้ว่ากระแสกดดันจากประชาชนแรงมาก ถึงขนาดทีมพลังดูดต้องเลื่อนนัดการแถลงข่าวเปิดตัวรอบสองออกไปไม่มีกำหนด
"ขออวยพรให้โชคดี เพียงแต่เมื่อจากบ้านไปก็อย่าเผาบ้านที่ตนเองเคยอยู่เพราะจะพาให้เพื่อนๆ ที่ยังรักบ้านหลังนี้พลอยลำบากไปด้วย พวกเราสมาชิกเพื่อไทยไม่อาจละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่อาจลืมประชาชนที่สนับสนุนมาอย่างยาวนานได้ ขอยืนหยัดเพื่อรอส่งไม้ให้น้องๆ รุ่นต่อไปมารับช่วง และขณะนี้เป็นที่น่ายินดีว่ามีคนรุ่นใหม่จำนวนมากอาสามารับช่วงต่อยอดอุดมการณ์ประชาธิปไตยจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย" นายชวลิตกล่าว
เย้ยพลังดูดทรุด-'ตู่-สมคิด'ยังยี้
เวลา 10.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน กทม. คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเวทีสาธารณะเครือข่ายตรวจสอบภาคประชาชน "พรรคการเมืองกับแนวทางการสามัคคีปรองดอง"
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากจะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองแห่งชาติ พรรคการเมืองรวมถึงประชาชนอาจต้องเริ่มลืมความหลังและก้าวข้ามความขัดแย้ง เหมือนบทเรียนในหลายประเทศ แต่จะถึงจุดนั้นเมื่อไหร่คงต้องคอยดู ทั้งนี้อยากเห็นผู้นำของพรรคการเมืองต้องไม่มีภาพของความขัดแย้ง มีประวัติที่ดี ไม่มีข้อครหาของการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีความรู้ความสามารถที่จะนำพาประเทศ ก้าวหน้า ทำให้ประชาชนมีความสุข ซึ่งภาวะปัจจุบัน การดูดส.ส.น่าจะเป็นการทำลายความสามัคคี เพิ่มความขัดแย้ง และกระแสสังคมก็ไม่เห็นด้วยกับการดูดส.ส. เพราะไม่ใช่แนวทางปฏิรูปการเมือง น่าจะสร้างปัญหาให้กับประเทศเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต แถมหัวขบวนการดูดยังมีภาพลักษณ์ที่ติดลบ
แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังแสดงเหมือนรังเกียจ ไม่รับรู้เรื่องการดูดส.ส. ทั้งๆ ที่นายสมคิด น่าจะมีส่วนรู้เห็นอย่างเต็มที่ ทั้งการที่นักการเมืองหลายคนเข้าพบแล้วได้ตำแหน่ง อีกทั้งมีข่าวการพบอดีตส.ส. เพื่อชักชวนร่วมพรรคในโรงแรมใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อปฏิเสธยังแสดงความไม่พอใจ โดยมีวันและเวลาระบุชัดเจน
ชี้เป็นภัยร้ายแรง-ทำลายสามัคคี
"หากไม่จริง นายสมคิดควรออกมาปฏิเสธ มิเช่นนั้นจะเสียความน่าเชื่อถือ เกรงว่าประชาชนจะเห็นว่าหากไม่ให้ความจริงในเรื่องนี้ อาจจะไม่ให้ความจริงในทางเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังลำบากกันมากตามผลโพลล่าสุด แต่นายสมคิดกลับบอกว่าเศรษฐกิจดี แถมยังบอกอีกว่า คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งหากเป็นจริงควรจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว พล.อ.ประยุทธ์จะได้มีศักดิ์ศรีเพราะจะมาจากเลือกตั้ง โดยประชาชนเลือกมา ไม่ใช่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติแบบนี้ นอกจากนี้การดูดส.ส.ในปัจจุบัน หรือการดูด 4.0 ไม่ใช่การดูดส.ส.แบบปกติ เพราะจากข้อมูลที่ได้รับนอกจากจะเสนอเงินก้อนโต พร้อมตำแหน่ง ที่มีข่าวว่าอาจจะปรับครม. ให้เข้าไปเลยก่อนเลือกตั้งแล้ว ยังมีการใช้คดีความมาข่มขู่ แถมยังขู่จะยุบพรรค ที่บอกว่าหากไม่ย้ายพรรค พรรคที่สังกัดจะถูกยุบแน่" นายพิชัยกล่าว
อีกทั้งยังใส่คดีความต่างๆ ให้กับอดีต นายกฯ ที่ประชาชนยังให้ความเชื่อถือสูงแบบไม่สมเหตุผลเพียงเพื่อต้องการทำลายความนิยมของพรรค ซึ่งสร้างผลกระทบและความเสื่อมถอยให้กับระบบการเมืองไทย ไม่ได้มีการปฏิรูปให้ดีขึ้น แต่กลับย่ำแย่ลง และเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศ ทำลายความสามัคคี ซึ่งจะเป็นปัญหาของประเทศ ไม่ได้น้อยไปกว่าการรัฐประหาร และยังเป็นการสืบทอดอำนาจ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยิ่งถอยหลังได้ คงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ย้อนกลับมาอีก ดังนั้นแนวทางในการสร้างความสามัคคีจะต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และให้ระบอบการปกครองดำเนินไปอย่างถูกต้อง เคารพเสียงส่วนใหญ่ อย่าไปแทรกแซงเพื่อสืบทอดอำนาจ
ปลุกทุกพรรคพาทหารกลับกรม
ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า การย้ายพรรคของนักการเมือง ต้องบอกว่าใครจะอยู่ที่ไหนเป็นเรื่องของแต่ละคน ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเอง ที่ผ่านมาในเลือกตั้งทุกครั้ง ทุกพรรคจะมีคนเข้าคนออกเป็นเรื่องปกติ แต่เชื่อว่าตอนนี้เกิดภาวะไม่ปกติทางการเมือง วันนี้พลังดูดกำลังฉายภาพจากการเมืองที่เกิดขึ้น 4 ภาพคือ 1.การเมืองกำลังเดินย้อนอดีต 2.กำลังมีความคิดและดำเนินการทำอย่างไรก็ได้ให้ชนะ 3.ที่รัฐบาลกำลังต่อว่านักการเมืองอยู่ทุกวันนี้ แต่รัฐบาลกลับเป็นยิ่งกว่านักการเมือง และ 4.การปฏิรูปกินขอบเขตไปถึงนักการเมืองขาจร ตนไม่อยากให้สถานการณ์ซ้ำรอยในอดีต รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยเสถียรภาพไม่ได้อยู่ในรัฐสภาเท่านั้น แต่ต้องมีความชอบธรรมทางการเมืองด้วย
พล.ท.พงศธร รอดชมพู ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่(อนค.) กล่าวว่า ในอนาคตนอกจากพรรคการเมืองต้องช่วยกันไม่ใช่เพียงการประคับประคองกันในทางการเมือง แต่ต้องร่วมกันยุติเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะการยุติการรัฐประหาร ให้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ผ่านมา ตนเคยคุยกับทหารสหรัฐ เขาบอกว่าด้วยสภาพแวดล้อมและกฏหมายไทย เขาสามารถรัฐประหารได้ทุกวัน เพราะเราเปิดโอกาสโดยไม่มีกฏหมายบังคับไว้ว่า เป็นสิ่งต้องห้าม นี่จึงเป็นเหตุผลที่พรรคการเมืองต้องช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญจุดประเด็นเพื่อยุติวงจรอุบาทว์นี้ ให้ประชาชนสนับสนุนพาทหารกลับไปสู่ทหารอาชีพ กลับเข้ากรมกองไปมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองถนัดในการปกป้องอธิปไตยต่างๆ
'มาร์ค'โผล่เบิร์ธเดย์'เทือก'
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ลานหินโค้ง วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และแกนนำก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ทำบุญครบรอบคล้ายวันเกิด 69 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 70 โดยมีอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมอวยพร อาทิ นายธานี เทือกสุบรรณ อดีตส.ส. สุราษฎร์ธานี นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก
นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีต ส.ส.แพร่ นายศุภชัย ศรีหล้า อดีตส.ส.อุบลราชธานี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตส.ส.กทม. นายอิสระ สมชัย อดีตส.ส.อุบลราชธานี นายจุมพล จุลใส อดีตส.ส.ชุมพร นายพุทธิพงษ์ ปุณณกัณต์ อดีตส.ส.กทม. น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร อดีตแกนนำกปปส. และนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมอวยพร
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มามอบกระเช้าดอกไม้อวยพรด้วยว่า ขอให้มีพลังเข้มแข็ง ต่อสู้เพื่อสร้างสิ่งดีๆเพื่อบ้านเมือง มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยนายสุเทพกล่าวขอบคุณ พร้อมระบุว่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกมา ทั้งนี้ช่วงหนึ่ง นายสุเทพได้พูดหยอกล้ออดีต ส.ส.ว่า "ขอให้มาถ่ายรูปร่วมกันหน่อย แต่ผมไม่ได้ดูดนะ" นายอภิสิทธิ์แซวกลับว่า ถ้าใครจะไปเราจะทำเป็นบัญชีส่งรายชื่อไปให้ จากนั้นนายสุเทพได้นำนายอภิสิทธิ์ ชมบริเวณวัดและพูดคุยกับบรรดาอดีตส.ส.ที่ทยอยเดินทางมาร่วมอวยพร
ไม่หวั่นรปช.แย่งฐานเสียงใต้
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) ว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะเคยร่วมงานเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ส่วนเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องต่างหากออกไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ เมื่อมีพรรค การเมืองเกิดขึ้นมาใหม่ก็ต้องแข่งขันกันไปตามครรลอง ถือเป็นเรื่องธรรมดา
ผู้สื่อข่าวถามถึงฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ที่อาจถูกแบ่งออกไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกพรรคต่างก็แย่งฐานเสียงกันทั้งหมดอยู่แล้วทั้งประเทศ ถือเป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เราเพียงหวังว่าในวันข้างหน้าการแข่งขันทางการเมืองจะเป็นการแข่งขันที่ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก
ต่อข้อถามว่ามีการเช็กชื่อหรือยังว่าในพื้นที่ภาคใต้มีใครที่แสดงเจตนารมณ์ย้ายพรรคบ้าง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าสมาชิกพรรคแต่ละคนต้องตัดสินใจเลือกแนวทางการเมืองของตัวเอง ที่ผ่านมาในช่วงเดือนกว่าๆ แต่ละคนมีการตกผลึก มีความชัดเจนของตัวเองแล้ว อย่างที่จ.สุราษฎร์ธานี มีอดีตส.ส. 2 คน ที่จันทบุรี ก็มีความชัดเจนแล้ว ส่วนที่เหลือยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม ในส่วนของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ยังยืนยันว่าจะยืนอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มีการพูดคุยกับตนแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนนายณัฐพล ทีปสุวรรณ อยู่ระหว่างตัดสินใจ
ห่วงหลังเลือกตั้งยังขัดแย้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของเขตพื้นที่เลือกตั้งที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงใหม่จะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจย้ายพรรคของอดีตส.ส.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงเป็นเพียงส่วนน้อย มีเพียงบางจังหวัดเท่านั้นที่เขตเลือกตั้งลดลงและอาจจะมีการทับซ้อนกันบ้าง ถึงวันนี้ยังไม่ทราบว่าเขตเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร อย่างที่จ.นครศรี ธรรมราชมีข่าวเพียงว่าจะลดเขตเลือกตั้งลง ก็ต้องมีการขีดแบ่งเส้นเลือกตั้งกันใหม่
ต่อข้อถามว่าในพื้นที่ภาคใต้ชื่อของนาย สุรเชษฐ์ แวอาแซ และนายเจะอามิง โต๊ะตาหยง ยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามเจ้าตัว สำหรับนาย สุรเชษฐ์ เคยปรารภอยู่บ้างแต่ยังไม่ 100% เมื่อถามว่าจะพิจารณาให้คนเก่าของพรรคลงสมัครก่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้มี ไพรมารีโหวตแล้ว ซึ่งวันนี้แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่ถ้าเขียนไว้ในกฎหมาย เราก็พร้อมที่จะเดินหน้าคือตั้งสมมติฐานว่าเป็นไปตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มสามมิตร เดินสายดูดนักการเมืองเพื่อเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ(พปรช.) นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเป็นห่วงหลังการเลือกตั้งมากกว่า อยากให้การเมืองเดินหน้าหลังจากการเลือกตั้งได้ ไม่อยากให้มีปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาอีก โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนกับกลุ่มต่างๆ เพราะระบบยังมีความลักลั่นอยู่ เนื่องจากยังมีส.ว.อยู่อีก 250 คน ก็ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง
เตือนเล่นแบบเก่าเกรงใจปชช.บ้าง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญอีกเรื่องคือหลังเลือกตั้งแล้วประชาชนคาดหวังว่าเราจะหลุดพ้นจากเรื่องเก่าๆ เพราะขณะนี้เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างมาก เรื่องปากท้องและความเหลื่อมล้ำ ประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม จึงอยากให้พรรคการเมืองต่างๆ คิดถึงเรื่องเหล่านี้มากๆ ภาพเรื่องการดูด เรื่องการเสนอหรือการต่อรอง เป็นสิ่งที่ประชาชนเบื่อหน่าย และจะเป็นการตอกย้ำว่าถ้าการเมืองยังเป็นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่อนาคตของประชาชนและประเทศจะลืมตาอ้าปากได้ ฉะนั้นถ้าใครยังทำเรื่องเก่าๆแบบนี้ ขอร้องอย่าทำเลย เกรงใจประชาชนกันบ้าง
"ถ้าทำการเมืองให้เป็นเรื่องการต่อรอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์คนจะเบื่อหน่าย ผมไม่ติดใจว่าใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่มองว่าถ้าทำเหมือนเดิมประเทศไทยและคนไทยจะเสียหายต่อไป และที่สำคัญคือการเมืองจะปฏิรูปไม่ได้ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าเข้ามาทำหน้าที่เพื่อการปฏิรูป ก็ต้องปฏิบัติให้เห็นว่ามีความตั้งใจที่จะให้เป็นไปตามนี้จริงๆ" นายอภิสิทธิ์กล่าว
'สุเทพ'ลั่นรปช.ไม่ดูด-เน้นรุ่นใหม่
นายสุเทพให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองหลังจากร่วมตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า ขณะนี้รปช.กำลังรวบรวม ผู้ร่วมจัดตั้งให้ได้ 500 คนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตอนนี้ใกล้จะครบแล้ว จากนั้นจะประชุมผู้จัดตั้งพรรค และตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชั่วคราว เพื่อดำเนินการจัดตั้งพรรคตามกฎหมาย ส่วนการหาสมาชิกพรรคนั้น ต้องรอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกพรรคก่อนจึงจะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ ยืนยันว่าพรรคจะทำตามกฎหมาย และคำสั่งคสช.
ขณะเดียวกันเราเข้าใจคสช.ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องทำให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย และยังเชื่อมั่นในประชาชน แม้ว่าตอนนี้จะมีความจำกัดอยู่บ้าง แต่ถึงเวลาประชาชนจะตัดสินใจได้ สำหรับกระแสการ ดูดส.ส. ในขณะนี้รปช.ไม่สนใจ ยืนยันว่าพรรคเราจะไม่ดูดใคร แต่จะสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งการย้ายพรรคของส.ส.มีมาตลอด และเรื่องนี้ต้องอยู่กับจุดยืน ความคิดของนักการเมืองแต่ละคนที่จะย้ายพรรค
แทงกั๊กหนุน'บิ๊กตู่'เป็นนายกฯต่อ
นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวที่ว่าฝ่ายรัฐบาลใช้พลังดูดนักการเมือง จะสวนทางกับการปฏิรูปการเมืองหรือไม่ ตนคิดว่าการไปคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเป็นการใช้พลังดูดนั้น อาจเป็นการปรักปรำรัฐบาลหรือไม่ เราต้องดูเรื่องนี้กันต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า รปช. ต้องการให้การเมืองในอนาคตเป็นการเมืองที่ดี เราไม่ยึดติดตัวบุคคล แต่ยึดแนวทางการปฏิรูปประเทศทุกๆ ด้าน ที่ผ่านมารัฐบาลก็ดำเนินการปฏิรูป ขณะนี้การปฏิรูปที่ใกล้สำเร็จ คือการปฏิรูปตำรวจ
ต่อข้อถามว่าวันเกิดปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ส่งคำอวยพรมาให้หรือไม่ นายสุเทพกล่าวปฏิเสธว่า "ไม่มี ผมไม่ได้ติดต่อกับพล.อ. ประยุทธ์" เมื่อถามว่า แนวโน้ม พล.อ.ประยุทธ์ จะลงเล่นการเมือง มองเรื่องนี้อย่างไร นาย สุเทพกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของตน เป็นเรื่องของพล.อ.ประยุทธ์ และประชาชนทั้งประเทศ
เสวนาเอาผิดคณะรัฐประหาร
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่อาคารอเนกประสงค์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จัดงานเสวนาประชาชนว่าด้วยการเอาผิดคณะรัฐประหาร "ประชาชน ศาล ทหาร รัฏฐาธิปัตย์" โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน นายชำนาญ จันทร์เรือง รักษาการรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยมีการนำคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2561 ที่มีคำสั่งยกฟ้อง คสช.ฐานเป็นกบฏ และกรณีที่ศาลฎีกายกฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีสั่งสลายชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเมื่อปี 2557 มาพูดคุยกัน
นายอานนท์กล่าวว่า หลังจากที่ศาลฎีกายกฟ้อง คสช.ฐานเป็นกบฏ โดยให้เหตุผลว่าในช่วงที่มีการรัฐประหารไม่มีผู้ที่ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และประเทศอยู่ไม่ได้ ต้องมีผู้ที่ใช้อำนาจแทนซึ่งคือคณะรัฐประหาร ต่อให้ผิดก็มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 รองรับการกระทำดังกล่าว ซึ่งคำพิพาษาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบไปถึงการดำเนินคดีที่มีการฟ้องกันอยู่อีกหลายคดี แต่เราต้องเดินหน้าฟ้องร้องกันต่อไป
ส่วนคดีสลายชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 องค์กรอิสระเป็นง่อย เราไม่ได้หูหนวกตาบอดว่าไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ยิงใส่ประชาชน ดูได้จากคำพิพากษาในคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม แต่สุดท้ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งไม่ฟ้อง คดีที่กล่าวหาคนเสื้อแดงหลายคดีอยู่ในขั้นสืบพยานฝ่ายจำเลยแล้ว ส่วนคดีของเสื้อเหลืองเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ดังนั้น ตราบใดที่มีคนในสังคมครึ่งหนึ่งเห็นว่าคนสั่งสลายชุมนุมไม่ผิด คนสั่งการก็จะยังไม่ถูกลงโทษ
ชี้ศาลคือหัวใจหยุดวงจรอุบาทว์
ด้านนายชำนาญกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2505 เวลาที่มีการฟ้องร้องคดีกันนั้นศาลพยายามเลี่ยงที่จะใช้คำว่ารัฏฐาธิปัตย์ แต่ปัจจุบันเรากลับมาใช้คำนี้ทำให้เราถอยหลังไปไกลอีก แต่ไม่ใช่ว่าคนที่ทำรัฐประหารจะไม่ถูกดำเนินคดีเลย เห็นได้จากหลายประเทศในอดีต เช่น ที่เกาหลีใต้ ตุรกี ดังนั้น ในอนาคตประเทศเรายังมีความหวัง ในส่วนของคดีสลายชุมนุมเสื้อแดง ป.ป.ช.ควรถูกดำเนินคดีด้วย เพราะมีการใช้แก๊สน้ำตา ใช้กระสุนจริงกลับบอกว่าไม่ผิด ทั้งนี้ คดีนี้ศาลอาญายังไม่ตัดสินว่าคนร้ายยังไม่ผิด เพราะต้องรอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อป.ป.ช.ยังสั่งไม่ฟ้อง ดังนั้น ส่วนตัวเห็นว่าศาลอาญาระหว่างประเทศถือเป็นอีกช่องทางหนึ่ง
นายพงศ์เทพกล่าวว่า คนที่กระทำรัฐประหารจะถูกดำเนินคดีและลงโทษได้นั้นต้องผ่านกระบวนการ ซึ่งเขารู้จึงมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง ดังนั้น หัวใจที่จะหยุดวงจรอุบาทว์อยู่ที่ศาล การเป็นรัฏฐาธิปัตย์ไม่ใช่ว่าจะมาสั่งอะไรได้ทั้งหมด ปัจจุบันก็มีคำสั่งที่จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน มีความเกินเลย ที่ผ่านมาประกาศหรือคำสั่งบางทีสุมหัวทำอยู่สองชั่วโมง ทำออกมาก็ผิดๆ ถูกๆ บางทีมีสถานะเหนือรัฐธรรมนูญด้วย แปลกเหลือใจจริงๆ ดังนั้น การตรากฎหมายของคณะรัฐประหาร โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้ประโยชน์ตัวเอง และลิดรอนสิทธิประชาชนอย่างร้ายแรง ศาลก็สามารถพิพากษาเปลี่ยนแนวได้ ในส่วนของคดีสลายชุมนุมเสื้อแดง แม้ป.ป.ช.สั่งไม่ฟ้อง แต่ความผิดยังคงอยู่เพราะคดีนี้ไม่มีอายุความตามกฎหมายใหม่ ประชาชนสามารถฟ้องเองได้แม้มีขั้นตอนและใช้เวลามากก็ตาม--จบ--
--ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 ก.ค. 2561 (กรอบบ่าย)--

Comment
Related