วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

ตรวจแนวพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย14จว.ภาคใต้ 'คาบสมุทรสทิงพระ-นครศรีฯ'จุดเสี่ยง

 03 ธ.ค. 2561 04:00 น. | หมวดหมู่ การช่วยเหลือประชาชน
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ทีมข่าวคมชัดลึก
www.komchadluek.net
ช่วงนี้ทุกปีพื้นที่ภาคใต้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือการเกิดอุทกภัย โดยเฉพาะกรมชลประทานถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีความพร้อมทั้งบุคลากร อุปกรณ์เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ ตลอดจนเครื่องจักรกลต่างๆ เข้าช่วยเหลือในทันทีหากเกิดเหตุดังกล่าว ขณะเดียวกันก็มีการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยง 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ตรัง สงขลา พัทลุง และสตูล
"ขณะนี้เป็นช่วงเข้าหน้าฝนของภาคใต้ ในส่วนของสำนักงานชลประทานที่ 16 รับผิดชอบ 4 จังหวัด คือ ตรัง สงขลา พัทลุง และสตูล เริ่มมีฝนตกมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ปัจจุบันปริมาณน้ำฝนสะสมน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 5-10 แต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 8 แห่ง มีความจุรวมร้อยละ 52 ของความจุทั้งหมด ซึ่งยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 83 ล้านลบ.ม. ในส่วนของน้ำท่าตามลำน้ำต่างๆ ในพื้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าตลิ่ง ไม่มีรายงานพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมขัง สถานการณ์ใน ฤดูฝนโดยรวมทั้งหมดยังอยู่ในภาวะปกติ
จงกรม สมพงษ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 16 กรมชลประทาน เผยต่อว่า ปกติฤดูฝนของภาคใต้จะสิ้นสุดในเดือนมกราคม ดังนั้นกรมชลประทานจึงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำต่อไป โดยเฉพาะจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ปริมาณฝนจากนี้ ไปอีก 3 เดือนข้างหน้า ประมาณ 600 มิลลิเมตร ซึ่งจะมีค่าใกล้เคียงปริมาณฝนเฉลี่ย
โดยขณะนี้สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำ 186 เครื่องทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เครื่องผลักดันน้ำจำนวน 100 เครื่อง ติดตั้งกระจายอยู่ทุกพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เช่น ตำบลบางกล่ำ ตำบลท่าช้าง ตำบลคลองแห ในเขตลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และตำบลท่าบอน ตำบลระวะ ตำบลระโนด ในเขตคาบสมุทรสทิงพระ เป็นต้น หากเกิดภาวะวิกฤติน้ำหลากฉับพลัน จะสามารถสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังได้หมดภายใน 7-10 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณคาบสมุทรสทิงพระซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับทะเลสาบสงขลา
ทั้งนี้ในส่วนของทะเลสาบซึ่งเป็นที่รับน้ำทั้งหมดจากด้านบน ไม่ว่าจะน้ำจาก จ.พัทลุง น้ำจากลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ จ.สงขลา น้ำจากคลองอู่ตะเภา หรือแม้แต่น้ำจากพรุควนเต็ง จ.นครศรีธรรมราช ทำให้เกิด น้ำท่วมได้ง่ายมาก ซึ่งบริเวณนี้กรมชลประทานได้สำรวจ พร้อมกำหนดจุดที่จะติดตั้งและวางเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเครื่องจักรบางส่วนนำไปติดตั้งไว้ล่วงหน้า บางส่วนเตรียมพร้อมรอเข้าปฏิบัติการ จะใช้เครื่องสูบน้ำทั้งขนาด 24 นิ้ว 30 นิ้ว และ 42 นิ้ว วางตลอดแนวคาบสมุทร พร้อมเครื่องผลักดันน้ำอีกจำนวน 43 เครื่อง สามารถระบายน้ำที่จะไหลบ่าลงมาจากพื้นที่ด้านบนออกสู่อ่าวไทยได้อย่างรวดเร็ว กรมชลประทานมั่นใจว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ได้มาก ลดปริมาณความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ได้ดีขึ้น
สำหรับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ เป็นหนึ่งในโครงการบริหารจัดการน้ำคาบ สมุทรสทิงพระ จ.สงขลา ปัจจุบันอยู่ระหว่าง ดำเนินการขุดขยายคลอง 5 สาย ได้แก่ คลองศาลาหลวง คลองพังยาง คลองโคกทอง-หัวคลอง คลองโรง คลองหนัง ความยาวรวม 19.1 กิโลเมตร และก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านท่าเข็น งานทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกอ่าวไทยได้อีกราว 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ส่วนงานก่อสร้างคันกั้นน้ำ ได้แก่ ประตูระบายน้ำ คลองระโนด จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ และจะเป็น เครื่องมือหลักช่วยปิดกั้นไม่ให้น้ำจากทะเลสาบทะลักเข้าไปในพื้นที่อำเภอระโนด โดยประตูระบายน้ำคลองตะเครียะและคันกั้นน้ำบ้านเกาะใหญ่-บ้านท่าคุระ เริ่มดำเนินการปี 2562 และคันกั้นน้ำต่อจากคันกระแสสินธุ์ เริ่มดำเนินการปี 2563
นอกจากนี้กรมชลประทานยังแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุง รักษาระโนด-กระแสสินธุ์ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ราษฎร 1,485 ครัวเรือน บนพื้นที่ 51.21 ตารางกิโลเมตร ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม และมีน้ำจืดเป็นต้นทุนไว้ปลูกพืชในฤดูแล้งเพิ่มได้อีก 12,000 ไร่
ขยับขึ้นมาทางเหนือของคาบสมุทรสทิงพระเป็นพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็เจอปัญหาน้ำท่วมทุกปีในช่วงฤดูฝนเช่นกัน โดยเฉพาะในตัวเมือง เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแอ่งกระทะที่รองรับน้ำมาจากทั่วสารทิศ โดยแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลจึงได้เร่งดำเนินการโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานเอาไว้
"กรมชลประทานเคยศึกษาทางอุทกวิทยา พบว่าน้ำที่ท่วมตัวเมืองนครฯนั้น มาจากคลองท่าดีที่จะไหลไปลงคลองต่างๆ และออกทะเลที่คลองท่าซักและคลองปากนคร แต่ทั้ง 2 คลองนี้มีขีดความสามารถระบายน้ำรวมกันได้เพียง 268 ลบ.ม.ต่อวินาที ในขณะที่ปริมาณน้ำในคลองท่าดีช่วงฝนตกหนักมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 750 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งมากกว่าขีดความสามารถของคลองท่าดีที่ระบายน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมทุกปี"
ประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานแจงเหตุน้ำท่วมตัวเมืองนครศรีฯ พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ การขุด คลองระบายน้ำสายใหม่จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำ ได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมปรับคลอง วังวัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรังปรุงคลองหัวตรุด ให้ ระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่
ส่วนความคืบหน้าของโครงการ กรมชลประทานได้ศึกษาวางโครงการและการสำรวจ ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชาสัมพันธ์และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนผู้ได้รับผล กระทบจากการก่อสร้างโครงการ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งรัดดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณโครงการ ทั้งสิ้น 9,580 ล้านบาท
คนนครศรีฯ ร้องเร่งป้องกันน้ำท่วมเมือง
ดวงเด่น ภูมิพงษ์ อายุ 33 ปี ชาวบ้านตำบลไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เจ้าของ อู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ กล่าวยอมรับว่า ปีนี้บ้านถูกน้ำท่วมเป็นครั้งที่ 2 ทำให้อุปกรณ์ซ่อมรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากขนย้ายไม่ทันเพราะถูกน้ำท่วมช่วงกลางคืน น้ำท่วมทุกครั้งมีความกังวลมากเนื่องจากระดับน้ำค่อนข้างสูง เป็นห่วงพ่อแม่ โดยเฉพาะพ่อที่ขาพิการต้องขึ้นไปอยู่ที่ชั้นสอง ของบ้าน จึงอยากให้กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะมั่นใจว่าการขุดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองจะสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาวได้
เช่นเดียวกับ นัด สมบันดาล อายุ 85 ปีชาวบ้านตำบลไชยมนตรี กล่าวว่า บ้านถูกน้ำท่วมทุกปี ไม่สามารถอยู่ในบ้านได้ ต้องอพยพขึ้นไปอยู่ที่อื่น การขุดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองนครศรีธรรมราช ทำให้ได้ประโยชน์ น้ำไม่ไหลบ่ามาท่วมบ้านเรือน ของประชาชน ทรัพย์สินจะได้ไม่เสียหาย จึง อยากให้ขุดคลองแล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้ง หนูราย แสงสุวรรณ์ อายุ 56 ปี เป็นชาวบ้านอีกคนที่ต้องการให้ขุดคลองผันน้ำเพราะถือว่าประชาชนได้ประโยชน์มาก ที่ผ่านมาน้ำท่วมทุกครั้งต้องอพยพสัตว์เลี้ยงไปไว้บนถนน ส่วนคนก็ไม่สามารถขึ้นไปอยู่บนชั้นสองได้เพราะน้ำสูงถึง 2 เมตร และยังท่วมถึงปีละ 5 ครั้งอีกด้วย
บรรยายใต้ภาพ
สภาพน้ำท่วมคาบสมุทรสทิงพระ
ประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน
สภาพน้ำท่วมชุมชนเมืองนครศรีฯ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Comment
Related