วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

ปมอับดุลเลาะ-ปล้นทอง85ล้าน เงื่อนไขโจรใต้ ปั้นเรื่องป่วนทั้งในปท.-ตปท.

 16 ก.ย. 2562 06:25 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคใต้ตอนล่าง รายงาน
ปฏิบัติการปล้นทอง จากร้านทองสุธาดามูลค่ากว่า 85 ล้านบาท กลางตลาด อ.นาทวี จ.สงขลา ของ "โจรใต้" หรือ "แนวร่วม" ขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น ผ่านไปแล้วเกือบ 1 เดือนแล้ว...เป็นเกือบ 1 เดือน ที่ผลคดีมีเพียงความคืบหน้าในเรื่องกลุ่มคนร้ายและรายชื่อเพื่อการออกหมายจับไปแล้ว 6 หมายแต่คนร้ายอยู่ที่ไหนและทองที่ปล้นไปอยู่ที่ไหนยังไม่คืบหน้า
นับเป็นงานยากที่ มือสืบสวนและมือปราบอย่าง พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 ซึ่งเป็นผู้ควบคุมคดีนี้ก็ยังเอาไม่อยู่ ไม่สามารถจับกุม ผู้ร่วมในขบวนการปล้นครั้งมโหฬาร ครั้งนี้ได้ทั้งที่จำนวนคนร้ายกว่า 20 คน น่าจะเป็นการไม่ยาก ในการจับกุมเพราะยิ่งคนหมู่มาก ย่อมทิ้งร่องรอยไว้มาก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการติดตามจับกุม
ประเด็นนี้เป็นโจทย์ที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหาร อยู่ในหน่วยงานความมั่นคงต้อง "สำเหนียก" ได้แล้วว่ายิ่งนานวัน ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ยิ่งมีการพัฒนาหน่วยงาน เช่น ปฏิบัติการอย่างไร มิให้สูญเสีย และหลังปฏิบัติการทำอย่างไร ที่จะให้เจ้าหน้าที่จับกุมไม่ได้ รวมทั้งของกลางที่มีการซุกซ่อนจนงานการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงไม่มีใคร "แอะ" เลยว่าอยู่ที่ไหน
ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า "โจร" จะเก่งกว่าเจ้าหน้าที่ หรือเป็นการให้เครดิตกับขบวนการบีอาร์เอ็น แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาของโจร ในขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่การปฏิบัติการทุกครั้งมีความรัดกุม หลังปฏิบัติการจึงสามารถ "ลอยนวล" เย้ยกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามหลักการของ "บีอาร์เอ็น" ในการปฏิบัติการทุกครั้งคือ "เป้าหมายชัด โอกาสมีทางหนีพร้อม"ดังนั้น "โจรใต้" จึงปฏิบัติการสำเร็จ และน้อยครั้งที่จะเกิดความสูญเสีย
สิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการเห็นคือ เจ้าหน้าที่ต้องพัฒนาการให้เท่าทันและเหนือกว่า "โจรใต้" ทั้งในเรื่องการข่าวในเรื่องการป้องกันและหากป้องกันไม่ได้ หลังเกิดเหตุต้องติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้ เพราะสำหรับประชาชน คนในพื้นที่ ขวัญและกำลังใจอยู่ที่เจ้าหน้าที่สามารถคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของเขาได้ หรือถ้าคุ้มครองไม่ได้ก็ต้องติดตามจับกุม คนร้ายมาลงโทษได้
ดังนั้นเรื่องการปล้นทอง ที่ตลาดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา จึงไม่ใช่เรื่องที่เจ้าของร้านทองต้องสูญเสียทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น ในอำนาจรัฐ และในเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะเดียวกับ หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ ก็เสียหาย เสียหน้า เสียเกียรติภูมิไปด้วย
ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องเสียหายของหน่วยงานความมั่นคงและเป็นเงื่อนไขให้ "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน" นำไปใช้ในการสร้างความชอบธรรม ในการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ในเรื่องของการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมในเรื่องไม่เคารพกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
นั่นคือ เรื่องที่ อับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวมายังศูนย์ซักถามในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ในฐานะของผู้ที่ถูกพาดพิงว่ามีส่วนร่วมในการก่อการร้ายหลายคดีในพื้นที่ จ.ปัตตานี และโชคร้ายทั้งของเจ้าหน้าที่ศูนย์ซักถามและของ "อับดุลเลาะ" ที่ขณะถูกควบคุมตัวเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีภาวะสมองบวมและขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองถูกนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตหลังจากที่อยู่ในความดูแลของแพทย์ เป็นเวลากว่า 1 เดือน
เจ้าหน้าที่ศูนย์ซักถาม โชคร้าย เพราะญาติของผู้ตาย และคนมุสลิมส่วนใหญ่เชื่อว่าการตายของ "อับดุลเลาะ" เกิดจากเจ้าหน้าที่ในขบวนการซักถาม โดยมีเหตุผลที่ทำให้เชื่อ เนื่องจากในอดีตศูนย์ซักถามแห่งนี้มีประวัติในการ "ซ้อมทรมาน" มีคนตายและบาดเจ็บ จนเหมือนกับมีรอยด่างพร้อยมาแล้ว
ครอบครัวของอับดุลเลาะโชคร้ายที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว ด้วยสาเหตุเพราะถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไปยังศูนย์ซักถามและเกิดเสียชีวิต โดยที่หาพยานหลักฐาน จาก "ศูนย์ซักถาม" ไม่ได้ว่า ขณะที่ถูกควบคุมตัว "อับดุลเลาะ" เครียด จนกลั้นลมหายใจเพื่อฆ่าตัวตายเอง หรือตายเพราะถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนด้วยวิธีพิสดาร
การตายของ "อับดุลเลาะ" เป็นเงื่อนไขซ้ำเติมสถานการณ์จังหวัดชาย แดนภาคใต้ให้ดำดิ่งลงไปสู่หลุมดำอีกครั้ง
วันนี้ความตายของอับดุลเลาะ กลายเป็นหนังยาว เพราะถูกนำไปสู่สภาผู้แทนโดย ส.ส. ทั้งในพื้นที่ และ กทม. เพื่อให้รัฐบาลตอบคำถามถึงการตายของอับดุลเลาะ และถามหาความรับผิดชอบ รวมทั้งข้อเสนอให้ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่
ความตายของอับดุลเลาะ ถูกนำเสนอไปยังสหประชาชาติ หรือ "ยูเอ็น" จากการที่ญาติ ๆ ของ "อับดุลเลาะ" ไปยื่นเรื่องต่อตัวแทนยูเอ็น เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีความเชื่อมั่นในขบวนการนิติรัฐและนิติธรรมของประเทศไทย จึงต้องพึ่งขบวนการของสหประชาชาติ
ความตายของ "อับดุลเลาะ" จึงกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ นอกประเทศแล้ว นั่นเอง
นอกจากนั้นความตายของอับดุลเลาะ ยังเป็นโอกาสของขบวนการบีอาร์เอ็น ในการนำเรื่องที่เกิดขึ้น ไปสร้างข่าวและบิดเบือน ให้มุสลิมในพื้นที่ในประเทศและต่างประเทศ เห็นว่าการซ้อมทรมาน ยังมีอยู่ และรัฐไทยยังไม่เคารพกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้จึงไม่ต่างกับการฆ่าหมู่ 80 กว่าศพที่เรียกว่าเหตุการณ์ ตากใบทมิฬ เมื่อปี 2547 ที่จนถึงวันนี้ยังเป็นซีรีส์ดังที่ขายได้ และ บีอาร์เอ็นได้ใช้ในการสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยและให้ประเทศไทยต้องเหนื่อยกับการชี้แจงตอบคำถามต่างชาติมาโดยตลอด
และอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่นำเรื่องของอับดุลเลาะ ไปใช้ประโยชน์ คือหน่วยงานต่างชาติ ที่เข้ามาตั้งสำนักงาน ใน จ.ปัตตานี เพื่อจุ้นจ้าน กับกิจการภายในของประเทศ มาเป็นเวลาหลายปี และไม่ยอมที่จะออกไปจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งยังทำตัวเป็นที่ปรึกษาของขบวนการบีอาร์เอ็นจนสร้างความอึดอัดให้กับ หน่วยงานในพื้นที่
เรื่องของอับดุลเลาะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับสิทธิมนุษยชน และเรื่องการซ้อมทรมาน ซึ่งเป็นเหยื่อขององค์กรต่างประเทศอย่างเหมาะเจาะและเป็นข้ออ้างที่จะปฏิบัติการในพื้นที่ต่อเพราะเข้าเงื่อนไขขององค์กร
ดังนั้นเรื่องความตายของอับดุลเลาะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะทำตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี จ่ายค่าเยียวยาให้กับครอบครัวของอับดุลเลาะ จำนวน 500,000 บาท แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องทั้งหมดยุติ เพราะการเยียวยาเป็นกฎหมาย เป็นหน้าที่เพราะกฎหมายตีความว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ยังไม่แจ้งข้อหาอับดุลเลาะ และอับดุลเลาะตายในขณะที่อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่
"อับดุลเลาะ" จึงยังเป็นผู้ "บริสุทธิ์" ที่ต้องได้รับการเยียวยา
ทางออกของเรื่องนี้ คือ 1.รัฐบาลต้องดำเนินการตั้งคณะกรรมการ เพื่อสืบสวนสอบสวนการตายของอับดุลเลาะให้มีคำตอบที่ชัดเจน มีน้ำหนัก มีหลักฐาน ที่เชื่อถือได้ และหากอับดุลเลาะ ตายเพราะถูกทำให้ตาย ต้องเอาคนผิดมารับผิดชอบ และ 2.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องทำศูนย์ซักถาม ให้เป็นศูนย์เปิด เพื่อแสดงให้เห็นว่าศูนย์แห่งนี้ อยู่ภายใต้กฎหมาย และ สิทธิมนุษยชน และมีคณะกรรมการที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ซักถามแห่งนี้ได้
อย่าปล่อยให้การตายของอับดุลเลาะ กลายเป็นเงื่อนไข ที่ "ซ้ำเติม" ให้ไฟใต้ ลุกโชน และถูกกระพือจนเป็นไฟลามทุ่ง อย่าให้ความตายของอับดุลเลาะ เป็นเหตุให้หน่วยงานความมั่นคง ตกอยู่ในสภาพ "ญะญ่ายพ่ายจะแจ" อย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะนี้คือสัญญาณ ที่บ่งบอกว่า "ไฟใต้" กำลังเดินเข้าสู่กับดักของ บีอาร์เอ็น นั่นเอง.
--จบ--

--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 ก.ย. 2562 (กรอบบ่าย)--
News Code: das arti gen g:dailynews g:agency g:paper p:dnd v:paperl

Comment
Related