วันศุกร์ที่ 03 เมษายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

เปิดหน้าพูดคุยบีอาร์เอ็นดับไฟใต้ ยาดีหรือยาพิษ ดูให้ยาว'เลือด'หยุดหรือไหลโชก

 05 ก.พ. 2563 04:39 น. | หมวดหมู่ การเจรจาเพื่อสันติ
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ศูนย์เดลินิวส์ภาคใต้ตอนล่าง
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากเรื่องที่ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นำคณะ ครม. เดินทางมาประชุมสัญจรที่ จ.นราธิวาส ระหว่างวันที่ 20-22 ม.ค. 63 ที่ผ่านมา เพื่อติดตามการแก้ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติของความไม่สงบและการพัฒนาแล้ว ยังมีเรื่องที่ควรแก่การสนใจและติดตามอีก 2 เรื่อง
เรื่องแรกที่ต้องติดตามคือการเดินทางไปเยือนจังหวัดอาเจะห์ เขตปกครองพิเศษ ภายใน
ขบวนการอาเจะห์เสรี ในประเทศอินโดนีเซีย ของ "บิ๊กแดง" พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็น ผบ.ทบ. คนแรก ที่ไปเยือนเขตปกครองตนเองอาเจะห์ และพบปะกับผู้นำ ขบวนการอาเจะห์เสรี หรือ "แกม" และผู้นำกองทัพของอินโดนีเซีย
แน่นอนสารัตถะของการไปเยือนครั้งนี้ ต้องมีนัย ที่แอบแฝง คือเรื่องของไฟใต้ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า กลุ่มผู้ติดอาวุธ ที่เป็นแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็น ที่ก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ได้รับการฝึกฝน และบ่มเพาะมาจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นได้ว่า โครงสร้างที่บีอาร์เอ็นจัดตั้งขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภาษาอินโดนีเซียเกือบทั้งหมด และแม้แต่อาวุธบางส่วน ที่แนวร่วมในพื้นที่ใช้ในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนหนึ่งชิงจากเจ้าหน้าที่ไทย แต่ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากขบวนการอาเจะห์เสรี
ล่าสุดเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า อาเจะห์เสรี มีการส่งอาวุธปืนให้กับบีอาร์เอ็น 500 กระบอก เพราะฉะนั้น การที่ "บิ๊กแดง"พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เดินทางไปเยือนเขตปกครองตนเองอาเจะห์ ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ดี สำหรับแนวทางของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้
และเรื่องที่ 2 ที่สำคัญอีกเรื่องคือความคืบหน้าในการพูดคุยสันติสุข ที่หยุดชะงักไปนาน หลังจากที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ได้รับการเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แต่งตั้งให้ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ อดีต เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยแทน ซึ่งหลังจากที่รับหน้าที่ ก็ได้มีการ ดำเนินการ พูดคุยในทางลับมาโดยตลอดมีการพูดคุยในต่างประเทศหลายครั้ง โดยมี "องค์กรพัฒนาเอกชน" หรือ"เอ็นจีโอ" จากประเทศที่เป็น กลาง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เป็นแกนหลักในการนำพา ตัวแทนของบีอาร์เอ็นโคออดิเนต ซึ่งเป็นตัวจริงของขบวนการบีอาร์เอ็น ในมาเลเซีย ให้ได้พบกับคณะพูดคุยของฝ่ายไทย ก่อนที่จะมีการเปิดตัว ประชุมอย่างเป็นทางการ และแถลงข่าวร่วมกัน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 63 ที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญคือ บนโต๊ะพูดคุย ครั้งนี้มีบุคคล 2 คน ที่มีความสำคัญที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของ "บีอาร์เอ็น"ที่มีบทบาทในขบวนการ นั้นคือ อานัส อับดุลเราะห์มาน เป็นชื่อ ตามบัตรประชาชนประเทศมาเลเซีย เพราะบุคคลผู้นี้เป็นคน 3 สัญชาติ 1. สัญชาติไทย 2. สัญชาติมาเลเซีย และ 3. สัญชาติอินโดนีเซีย
สำหรับชื่อไทยของเขาคือ นายหีพนี มะเระ ภูมิลำเนาเดิม ก่อนที่จะหลบหนีเพราะถูกออกหมายจับจากทางการไทย อยู่ที่ ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา เคยเป็นครูหรือ อุสตาซ ที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ สอนอยู่ในชั้น "ดิพโพล่า" เกี่ยวกับ การเมือง การปกครอง ของ "เมาเจอตุง" ผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน และ "ซูกาโน่" ผู้นำประเทศอินโดนีเซีย เป็นคนที่ สะแปอิง บาซอ เจ้าของโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ และประธานบีอาร์เอ็นฯ ผู้ล่วงลับ ให้ความไว้วางใจ
สำหรับความสำคัญใน บีอาร์เอ็น นั้น อานัส อับดุลเราะห์มานหรือ นายหีพนี มะเระ คือหนึ่งในผู้นำทางจิตวิญญาณ รับผิดชอบแผนงานยุทธศาสตร์ในภาพรวมของบีอาร์เอ็น จบการศึกษาจากเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เป็นสมาชิก "เพอมิตี" รุ่น 1888 รุ่นเดียวกับ อำหมัดมูริส วาเต๊ะ จบปริญญาโทที่ประเทศอียิปต์ และเป็นผู้บ่มเพาะกลุ่มนักศึกษาใน อียิปต์ เข้าสู่ขบวนการบีอาร์เอ็น ที่สำคัญ
บุคคลผู้นี้ผ่านการเรียนรู้ "ขบวนการสันติภาพ" จากประเทศเยอรมนี และที่ต้องจับตามองคือ "หีพนี" มีอายุเพียง 54 ปี ซึ่งถือเป็นคนรุ่นกลางที่มีความสำคัญในขบวนการบีอาร์เอ็น
ส่วนบุคคลที่ 2 ที่ปรากฏตัวบนโต๊ะของการพูดคุยคือ อับดุลอาซิซ ญะนัล ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อตามบัตรประชาชนสัญชาติมาเลเซีย ส่วนชื่อตามทะเบียนบ้านใน จ.นราธิวาส คือ นายวาเหะ หะยีอาแซ เป็นคนใกล้ชิดของ นายรอมลี อุตรสินธุ์ สมัยที่ยังไม่ถูกออกหมายจับ จนต้องหลบหนีไปอยู่ในประเทศมาเลเซีย นายวาเหะ เคยเป็นครูที่โรงเรียนนราสิขาลัย สอนเรื่องอิสลามศึกษา เคยเป็นผู้จัดการโรงเรียนสอนศาสนาใน ต.บูกิ๊ต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ชื่อโรงเรียนบูกิ๊ตอิสลามียะห์
อับดุลอาซิซ หรือ "วาเหะ" จบการศึกษาจากประเทศปากีสถาน วันนี้เขามีอายุ 69 ปีแล้ว แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในแกนนำของบีอาร์เอ็น โดยทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายการศึกษา และที่สำคัญคนผู้นี้ทำหน้าที่คุมหน่วยงานลับที่ชื่อว่า "puspa" (กริช) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญ และแม้แต่ "เปาะซูเลาะ" หรือ อับดุลเลาะ แวมะนอ ประธานขบวนการบีอาร์เอ็นยังต้องเกรงใจ
สรุปง่าย ๆ ให้เห็นภาพคือ นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ ทั้งในนาม คสช. และ ในการเลือกตั้งล่าสุด ซึ่งมีการเปลี่ยนหัวหน้าคณะ "พูดคุย" ไปแล้ว 3 ราย คือ พล.อ.อักษรา เกิดผล พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ และ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ วันนี้ถือว่า คณะพูดคุย ได้เข้าถึงตัวแทนของ บีอาร์เอ็น ที่เป็น "ของจริง" ที่สุด และก็เป็นการ "พูดคุย" ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะนอกจากประเทศมาเลเซีย ที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการพูดคุยแล้ว ยังมี หน่วยงานจากประเทศที่เป็นกลาง อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่ บีอาร์เอ็น ตัวจริงต้องการ
และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นในฝ่ายรัฐบาลไทย คือ วันนี้ นายกรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาล และ รมว.กลาโหม รวมทั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ยอมรับความจริงมากขึ้น ถึงปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เกิดจากขบวนการ บีอาร์เอ็น เป็นด้านหลัก ดังนั้นการยุติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือต้องเจรจา หรือพูดคุย กับ บีอาร์เอ็น ตัวจริง และต้องกล้าที่จะพูดคุยกับมาเลเซีย อย่างเปิดอก และพร้อมที่จะแตกหัก เพราะ เงื่อนไข และปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ บีอาร์เอ็นดำรงอยู่ และ ก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้นั้น เป็นเพราะมาเลเซียยินยอมให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกขบวนการ รวมทั้ง บีอาร์เอ็น ใช้พื้นที่ของ มาเลเซียเป็นที่มั่น หรือหลังพิงที่มั่นคงนั่นเอง
อย่างไรก็ตามแม้จะเห็นภาพของการเดินมาถูกทาง ของการพูดคุยในครั้งนี้ ก็อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากนั้น เพราะถ้ามองตัวบุคคล และขบวนการพูดคุยแล้ว ฝ่ายของบีอาร์เอ็น จะได้เปรียบที่มีความช่ำชองในเรื่องของการพูดคุย ซึ่งเขาต้องยกระดับไปสู่ความเป็นสากล นั่นคือการเจรจาสันติภาพ จะเห็นว่า ในแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นจะอ้างความชอบธรรมของการเป็น ตัวแทนของชาวปัตตานี เพื่อใช้ต่อรองในการพูดคุยครั้งนี้
เป็นครั้งแรกที่บรรยากาศอาจจะชื่นมื่น ดังนั้นจึงต้องติดตามกันยาว ๆ เพราะในรอยยิ้มของคู่เจรจาทั้งสองฝ่ายอาจจะซ่อนดาบและยาพิษเอาไว้ก็เป็นได้ และที่สำคัญวันนี้งานด้านข่าวกรองของฝ่ายเรา มีความชัดเจน เข้าถึงรายละเอียด เข้าถึงตัวตนของขบวนการ บีอาร์เอ็น ได้แค่ไหน นี่คือเรื่องสำคัญยิ่งของการเปิดโต๊ะ "เจรจา" หรือการ "พูดคุย" ของฝ่ายรัฐบาลซึ่งจะได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ อยู่ที่งาน "ข่าวกรอง" ที่ต้อง "รู้เขา รู้เรา" ให้ได้
ที่สำคัญการพูดคุย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนทางในการดับ "ไฟใต้" หน ทางหนึ่ง สำเร็จหรือล้มเหลวยังอีกยาวไกล แต่เรื่องเลือดไหลในพื้นที่ ยังเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะคล้อยหลังของ "บิ๊กตู่" และคณะไม่กี่ชั่วโมง สถานการณ์รายวัน ในพื้นที่ 3 จังหวัด ก็เกิดอย่างถี่ยิบ ทั้งประกบยิงทหารพราน ประกบยิง อส. หรือ อาสาสมัคร การวางระเบิดแสวงเครื่อง และก่อนหน้าที่ "บิ๊กตู่" จะเหยียบแผ่นดิน บางนรา สถานการณ์ในพื้นที่ ทั้งโหดร้าย ทั้งรุนแรง เช่นการ ยิงอิหม่ามในมัสยิด การยิงสองสามีภรรยา ที่ อ.บันนังสตา การยิงผู้หญิงที่ ต.สะเตง จ.ยะลา การวางระเบิดแสวงเครื่องชุดคุ้มครองครู
ในเรื่องความรุนแรง ความไม่สงบรายวันที่เกิดขึ้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มมาตรการใหม่ ทั้งทางยุทธศาสตร์ และยุทธการให้สอดคล้องกับสภาพของความเป็นจริง ต้องรู้เขารู้เราให้มากกว่าเดิมเพราะถ้ายัง หยุดเลือด หยุดการสูญเสียไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะพูดว่า เราเดินมาถูกทางแล้วและสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว เพราะเป็นแค่การพูดเพื่อปลอบใจตนเองและคนในพื้นที่เท่านั้น.

ที่มา: นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 ก.พ. 2563 (กรอบบ่าย)
News Code: g:dailynews g:agency g:paper p:dnd v:paperl

Comment
Related