วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

เจ๊ะเห ภาษาถิ่นแดนใต้ รากเหง้าแห่งวัฒนธรรม

 18 พ.ค. 2560 21:41 น. | อ่าน 7219
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      เมื่อกล่าวถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากความสวยงามทางธรรมชาติ ป่าเขาและท้องทะเลแล้ว เสน่ห์อันตรึงใจ คือ ความงดงามของวัฒนธรรมดั้งเดิม ที่มีความหลากหลายของคนหลายเชื้อชาติ ที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน อาศัยอยู่ร่วมกันมานับร้อยปี มีวิถีชีวิตที่ผสมผสานรวมตัวกันเป็นพหุวัฒนธรรม ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายมลายู และใช้ภาษามลายูในการสื่อสารภายในชุมชน แต่สำหรับภาษาไทยท้องถิ่น จะเป็นภาษาที่คนไทยพุทธใช้สื่อสารกัน ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาไทยผสมผสานกับภาษามลายู แต่มีสำเนียงที่แตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักภาษาท้องถิ่นจังหวัดนราธิวาสกัน นั่นคือ ภาษาตากใบ หรือ ภาษาเจ๊ะเห เป็นภาษาถิ่นใต้ ที่มีสำเนียงไปทางภาคเหนือ กลายเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว
      ภาษาตากใบ (เจ๊ะเห) เป็นภาษาพูดของคนในจังหวัดปัตตานี นราธิวาสตลอดไปถึงรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย มีจำนวนผู้พูดประมาณหนึ่งแสนคนเศษ เป็นภาษาที่ใช้ศัพท์และสำเนียงบ่งบอกความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ชื่อภาษาตากใบ (เจ๊ะเห) น่าจะมาจากการสำรวจของนักภาษาศาสตร์ ที่พบว่าคนส่วนใหญ่ในอำเภอตากใบ พูดภาษาไทย ที่มีศัพท์สำเนียงต่างจากภาษาไทยถิ่นใต้ทั่วไป อำเภอตากใบ ตั้งอยู่ที่ตำบลเจ๊ะเห เป็นอำเภอชายแดนหมู่บ้านเจ๊ะเหกับบ้านตาบา ติดต่อกับรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยมีแม่น้ำบางนรา เป็นเส้นกั้นอาณาเขต ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เรียกอำเภอนี้ว่า อำเภอเจ๊ะเห ตามชื่อตำบล ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอตากใบ จนเท่าทุกวันนี้ ชาวบ้านในอำเภอตากใบพูด ๒ ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษามลายูถิ่น ภาษาไทยที่ใช้พูดกันนักวิชาการ เรียกว่า “ภาษาตากใบ” ส่วนคนในท้องถิ่นเรียก “ภาษาเจ๊ะเห” มีผู้สันนิษฐานว่า น่าจะมาจากภาษาสมัยสุโขทัย
      ปัจจุบันภาษาเจ๊ะเห ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติไทย ประเภทภาษาท้องถิ่น โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยให้ข้อมูลไว้ในเอกสาร มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ” สำหรับพิธีประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ว่า ภาษาตากใบ เป็นภาษาตระกูลไท มีคำศัพท์และสำเนียงเฉพาะของตน เช่น มีเสียงพยัญชนะ  ๒๓ หน่วยเสียง เสียงวรรณยุกต์มี ๖ หน่วยเสียง ใช้พยัญชนะควบกล้ำต่างจากภาษาถิ่นใต้ทั่วไป เช่น มฺลื่น= ลื่น เมฺลือง= วาวเป็นมัน แมฺลบ= ฟ้าแลบ บฺลา, บึลา= ทำ เช่น บฺลาทำอีไหร= ทำไปทำไม หน่วยเสียงสระเสียงสั้นมี ๙ หน่วยเสียง สระเสียงยาวมี ๙ หน่วยเสียง และสระประสมมี ๓ หน่วยเสียง ตัวอย่าง การออกเสียง ไอ [ai] ที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์เอกและโท จะออกเสียง ไอ เป็น อาย เช่น ไก่ > ก๊าย ไข่ > ค้าย ไผ่ > พ้าย ใหญ่ > หญ่าย เช่น พุงหญ่าย = มีครรภ์ เป็นต้น
      คำที่ใช้เฉพาะในภาษาตากใบ มีหลายคำที่ต่างจากภาษาถิ่นใต้ทั่วไป เช่น ดอย= ตาย กะด๊อก, กึด๊อก= ว่างเปล่า อั๋งกะปง,ง, อักงกึปง,ง= คิดอะไรไม่ออก ผ้าปล่อย หรือ ผ้ารัดกืพัด= ผ้าขาวม้า ผ้ามิ่นป้อ= ผ้าเช็ดหน้า โลกกะจี๋น,โลกกึจี๋น= พริกขี้หนู กล้วยหลา= มะละกอ เชียกเอ๋ว= เข็มขัด ไฟบี๊บ= ไฟฉาย เป็นต้น ส่วนประโยคคำถามในภาษาตากใบ (เจ๊ะเห) ต่างกับประโยคคำถามในภาษาถิ่นใต้ทั่วไป คือ ใช้คำว่า หมี,หมิ เป็นคำลงท้ายแทนคำว่า ไหม ของภาษาไทยภาคกลาง เช่น ช่ายหมี = ใช่ไหม กินข้าวแล้วหมี = กินข้าวแล้วหรือยัง
      “มาเลือนๆ คนภาคกลางอาจจะเข้าใจว่า เลือน หมายถึงหายไป มาเลือนๆ จะหมายความว่า นานๆ มาที แต่จริงๆ แล้วในภาษาเจ๊ะเห มาเลือนๆ หมายถึง มาบ่อยๆ” อาจารย์สิริพร ทองจินดา หรือแม่เทียบ อดีตข้าราชครูบำนาญ ประธานชมรมอนุรักษ์ภาษาตากใบ ยกตัวอย่างให้ฟัง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับภาษาเจ๊ะเห เพิ่มเติมว่า “บางท่านมีความเชื่อว่ามาจากสุโขทัย แต่หลักๆ ก็คือ เป็นภาษาในแหลมมลายูที่ใช้พูดกันมาตั้งแต่โบราณ แต่พูดเป็นมลายูถิ่นปนกันไปด้วย ภาษามาตามการคมนาคม ทำให้ภาษาไหลเข้าสู่กัน หลายคนเป็นห่วงภาษา ภาษาท้องถิ่นผสมผสานกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ มีการเพี้ยนไปบ้าง แต่นั่นคือ ธรรมชาติของภาษา”

      ทุกๆ วันแม่เทียบ จะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ “คติธรรมชาวบ้าน” ที่ สถานีวิทยุทักษิณสัมพันธ์ที่๔๐๑ นราธิวาส ของชุดควบคุมทักษิณสัมพันธ์ ซึ่งขึ้นตรงกับหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข มีหน้าที่ให้การสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ในงานประชาสัมพันธ์ ทางสถานีจะเปิดกว้างให้ทุกคนมาจัดรายการ ส่วนใหญ่เป็นส่วนราชการ และยังเปิดโอกาสให้ผู้นำศาสนาทุกศาสนาได้ใช้เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจ สื่อวิทยุยังเป็นสื่อสำคัญ มีการชี้แจงสิ่งที่ถูกบิดเบือน อธิบายให้คนในพื้นที่ให้เข้าใจ คนในพื้นที่ยังฟังวิทยุกันเยอะ ได้รับความนิยมในเขตเมืองนราธิวาส ผังรายการของทางสถานี จึงให้ความสำคัญทั้งรายการที่เป็นภาษาไทย ภาษามลายู ภาษายาวี และภาษาท้องถิ่นใต้และรวมถึงภาษาเจ๊ะเหด้วย
      แต่เดิมเริ่มแรกนั้น แม่เทียบเป็นผู้ร่วมดำเนินรายการสนทนาธรรมกับพระภิกษุสงฆ์ แต่หลังจากที่ท่านติดภารกิจ แม่เทียบ จึงรับภารกิจหลักในการดำเนินรายการ โดยเปลี่ยนจากรายการจากรายการพูดคุยธรรมะ เปลี่ยนเป็นการนำเสนอภาษาเจ๊ะเห แต่ซ่อนคติธรรมไว้ จากรายการธรรมะก่อนนอน เปลี่ยนมาเป็นคติธรรมชาวบ้าน ที่มีแฟนเพลงเป็นกลุ่มแม่บ้าน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ที่ไม่สามารถออกจากบ้าน รายการของแม่เทียบ จึงเป็นสื่อช่วยคลายเครียด คลายเหงา โดยเนื้อหาของรายการจะประกอบไปด้วย ช่วงที่หนึ่ง เป็นการเล่านิทานอีสบ คืนละ ๑ เรื่อง โดยเล่าเป็นภาษาเจ๊ะเห จากนั้นจะเป็นการเปิดเพลง และต่อด้วยช่วงที่สอง คือ ชุมนุมสุภาษิต คำ   พังเพย คำอุปมาอุปไมย อ่านทำนองเสนาะ เสภา บทร้อยกรอง ช่วงที่สาม จะเป็นคติธรรมจากไลน์ และสุดท้าย ช่วงที่สี่ เป็นช่วงคติธรรม อ่านเป็นทำนองเสนาะให้ฟัง
      จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “แม้อิฐเก่าๆ แผ่นเดียวก็มีค่า ควรที่เราจะช่วยกันรักษาไว้ ถ้าเราขาดสุโขทัย อยุธยา และกรุงเทพฯ แล้วประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย......" แม่เทียบได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสมาให้แง่คิดกับลูกหลาน ลูกศิษย์ลูกหาว่า แม้แต่อิฐแตกก้อนเดียว ก็เป็นสมบัติชาติ ให้เรารู้ถึงรากเหง้าของเราว่ามาจากไหน ภาษาที่เราอนุรักษ์ไว้ ทำให้คนเรารู้ว่าเราเป็นคนที่ไหน ถิ่นไหน การอนุรักษ์ภาษา จึงเปรียบเสมือนเรารักษาชาติของเราไว้นั่นเอง ขณะเดียวกันในอีกแง่มุมหนึ่ง ช่องว่างทางด้านการศึกษาของเด็กในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งเกิดจากเด็กๆ ไม่ถนัดภาษาไทย ทำให้ท้อใจไม่สนใจเรียนต่อระดับสูงต่อไป ต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ เด็กๆ มองว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ไม่พูดภาษาไทยก็ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แต่ถ้าสื่อสารกันรู้เรื่อง ก็จะทำให้ทราบสาสน์สำคัญ สื่อกันได้อย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้าเราสามารถใช้ภาษาต่างๆ ได้ในเวลาที่เหมาะสม ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและชุมชนได้

Comment
Related