วันพุธที่ 01 ธันวาคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ครั้งเสด็จประพาสต้น เมืองปัตตานี

 24 ก.ย. 2559 19:29 น. | อ่าน 5254
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หัวเมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณแหลมมลายูนั้น ได้ถูกแบ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ เป็น ๒ อาณาเขต คือ หัวเมืองปักษ์ใต้ ได้แก่ หัวเมืองที่อยู่บริเวณทางชายทะเลอ่าวสยาม คือ มณฑลชุมพร มณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลปัตตานี และ หัวเมืองทะเลตะวันตกหรือหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ได้แก่ บรรดา หัวเมืองซึ่งอยู่ชายทะเลอ่าวเบงกอล คือ มณฑลภูเก็ต นอกจากนี้ ยังมีหัวเมืองมลายูประเทศราช คือ เมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู ซึ่งหัวเมืองต่างๆ เหล่านี้เดินทางไปได้ยาก ตามพงศาวดารตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น ไม่เคยปรากฏเลยว่า มีพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใดเสด็จไปประพาส จวบจนถึงรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเรือกลไฟเป็นพระราชพาหนะแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จไปประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ถึง ๒ ครั้ง เสด็จไปจนถึงเมืองสงขลา พ.ศ. ๒๔๐๑ (ร.ศ. ๗๗) และพ.ศ.๒๔๐๖ (ร.ศ. ๘๒) จนถึงเมืองปัตตานี

      ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองแหลมมลายูครั้งแรกเมื่อคราว เสด็จประพาสสิงคโปร์ และชวา พ.ศ. ๒๔๑๓ (ร.ศ. ๘๙) เมื่อครั้งเสด็จไปเมืองสิงคโปร์ แวะประพาสเมืองสงขลา ต่อมาเสด็จไปอินเดีย พ.ศ. ๒๔๑๔ (ร.ศ. ๙๐) เที่ยวกลับได้เสด็จประพาสหัวทะเลฝ่ายตะวันตก เมืองภูเก็ต เมืองพังงา เมืองไทรบุรี แล้วเสด็จทางสถลมารคจากเมืองไทรบุรี ข้ามแหลมมลายูมาลงเรือ พระที่นั่งที่เมืองสงขลากลับกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม การเสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายูของพระองค์นั้น ก็ทรงเว้นว่างถึง ๑๗ ปี ในระหว่างนั้นเสด็จ ประพาสแต่หัวเมืองใหญ่ฝ่ายตะวันออก และฝ่ายเหนือ มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ (ร.ศ. ๑๐๗) จึงได้เสด็จประพาส หัวเมืองแหลมมลายู ทั้งในดินแดนไทยและอังกฤษทั่วทุกเมือง เว้นแต่เมืองกระบี่กับเมืองเนครีเซมบิลัน การเสด็จหัวเมืองมลายูนี้ มักเสด็จตามมณฑลปักษ์ใต้ในพระราชอาณาเขตเป็นหลัก
      ปัตตานี ดินแดนแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ความเป็นมานับพันปี นับแต่อาณาจักรลังกาสุกะเรื่อยมา จนถึงเมืองปัตตานีในปัจจุบัน ในปีพ.ศ. ๒๔๓๑ ชาวปัตตานี มีโอกาสได้รับเสด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปตามถนนสายอาเนาะรู และมีชาวไทยเชื้อสายจีน จำนวนมากมารับเสด็จ ทรงเสด็จไปยังศาลเจ้าซูกง ปัจจุบันเป็นที่เรียกกันทั่วไปว่า ศาลเจ้าเล่งจูเกีย หรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นสถานที่สำคัญที่ชาวไทยเชื้อสายจีนศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ ในครั้งนั้นทรงพระราชทานกระถางธูป ที่มีพระปรมาภิไธย จปร. ไว้ให้ศาลเจ้าแห่งนี้

      ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒  เมืองหนองจิก ตานี ยะหริ่ง และสายบุรี คือ สี่เมืองหลัก ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จประพาส เพื่อเยี่ยมเยือนวังของเจ้าเมืองต่างๆ เจ้าเมืองและทอดพระเนตรวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในแต่ละเมือง เมืองตานีในสมัยนั้น ยังคงมีรายาปกครองเมือง คือ ตวนกูอัลดุลกาเดร์ บิน ตวนกู กอมารุดดิน หรือพระยาวิชิตภักดี รายาคนสุดท้ายของเมืองตานี  วังจะบังติกอ เป็นวังของพระยาพิชิตภักดี ปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ ยังจัดแสดงสิ่งของสำคัญที่ในหลวงรัชกาลที่ ๕ พระราชทานแด่ตวนกูอัลดุลการเดร์
      ในวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาถึง เมืองปัตตานี มีงานฉลองวัดและรับเสด็จ ที่วัดตานีนรสโมสร หรือชื่อเดิม คือ วัดบางน้ำจืด งานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ราษฎรมารวมกันถึงกว่าสามพันคน ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับข้าราชการสยาม ข้าราชการปัตตานีที่นับถือศาสนาอิสลามและข้าราชการชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นภาพประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ทรงพระราชทานศิลาจารึก เรื่องการสร้างศาลา และพระราชทานชื่อวัดเสียใหม่ คือ วัดตานีนรสโมสร
      เมืองหนองจิก คือ อีกเมืองสำคัญ ที่ทรงเสด็จประพาส เจ้าเมืองหนองจิกมารับเสด็จถึงเรือพระที่นั่งไปยังวังหนองจิก ซึ่งตัวเรือนถูกรื้อทิ้งไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปัจจุบัน มีความชำรุดทรุดโทรมมาก อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร จากวังหนองจิก ทรงเสด็จไปยังวัดมุจลินทวาปีวิหาร วัดสำคัญประจำเมืองหนองจิก ชื่อเดิมคือ วัดดุยง ทรงพระราชทานเงินแก่เจ้าเมืองหนองจิก เพื่อให้สร้างพระอุโบสถขึ้น จัดหาพระพุทธรูปมาประดิษฐาน และพระราชทานชื่อว่า วัดมุจลินทวาปีวิหาร
      เมืองยะหริ่ง อยู่ทางทิศใต้ของปัตตานี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองยะหริ่ง ในวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ พระยายะหริ่ง ได้จัดพิธีรับเสด็จในบริเวณวังหลังเก่า ซึ่งทำด้วยไม้ ไม่เหลือสภาพให้เห็นในปัจจุบัน แต่มีวังยะหริ่งหลังใหม่ เจ้าเมืองยะหริ่งคนสุดท้าย สร้างขึ้นในปลายรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง สร้างโดยคนจีน แบบแปลนเป็นของชาวตะวันออก เป็นลายพื้นเมืองทางใต้กับศิลปะแบบอินโดนีเซีย วังแห่งนี้ เป็นวังที่สวยที่สุด ในจังหวัดปัตตานี

      ลงไปทางทิศใต้สุด เป็นที่ตั้งของเมืองสายบุรี ในอดีตเป็นเมืองท่าชายทะเล ที่มีชาวต่างชาติมาค้าขายกันคึกคัก ปากน้ำสายบุรี อ่าวตะลุบันและหาดวาสุกรี คือ เส้นทางที่เรือพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล่นเข้าสู่ตัวเมือง โดยมีเจ้าเมืองสายบุรี พระยาสุริยะสุนทรบวรภักดี มารับเสด็จถึงปากน้ำ ระหว่างทางเข้าเมือง ได้ทรงแวะชุมชนชาวจีน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน ชุมชนชาวจีนแห่งนี้เก่าแก่ร่วมสมัยเดียวกับชุมชนชาวจีน ในเมืองปัตตานี เมืองสายบุรี จึงเป็นเมืองท่า ที่มีความรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง ศาลเจ้าเล่าเอี๊ยะกง เป็นศาลเจ้าประจำชุมชน ยังคงเก็บรักษากระถางธูปพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะเช่นเดียวกับ ศาลเจ้าเล่งจูเกีย
      จากชุมชนจีน สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จมาถึงวังของเจ้าเมืองสายบุรี มีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่ทรงบันทึกหน้าวังเจ้าเมืองสายบุรี ปัจจุบันวังสายบุรี ยังได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี โดยทายาทชั้นเหลนของพระยาสุริยะสุนทรบวรภักดี สิ่งสำคัญนอกจากความเก่าแก่ของอาคาร ที่นี่ยังเก็บรักษาของส่วนตัวของเจ้าเมือง หนึ่งในนั้น เป็นกระบี่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นของพระราชทานอันล้ำค่า
      ทั้งหมดนี้ คือ ร่องรายทางประวัติศาสตร์ การเสด็จประพาสเมืองปัตตานี ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวที่ฉายให้เห็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อพสกนิกรเมืองปัตตานี ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ ก็ตาม

ที่มา :
- สารคดี เสด็จประพาสต้น ตอน ประพาสปัตตานี
- จดหมายเหตุการณ์เสด็จประพาสรอบแหลมมลายูของรัชกาลที่ ๕

Comment