วันศุกร์ที่ 05 มีนาคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

พระธรรมทูตปลายด้ามขวาน กับการสร้างสันติสุขใน 3 จชต.

 01 ก.ย. 2559 20:53 น. | อ่าน 2725
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

          เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2559 พระครูโฆสิตสุตาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม จ.ปัตตานี ประธานเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับเครือข่ายพุทธธรรมนำสันติสุข ได้ลงพื้นที่ บ้านชะเอาะ ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เพื่อไปดูสถานที่ ซึ่งชาวพุทธเคยอยู่อาศัย แต่ว่าหลังจากที่มีผู้ก่อความไม่สงบบุกเข้าไปสร้างสถานการณ์ยิงถล่มแล้ว ก็เผาทำให้มีผู้เสียชีวิตเมื่อหลายปีมาแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น ชาวพุทธที่บ้านชะเอาะ เดิมมีอยู่ประมาณ 16 ครัวเรือน แต่อยู่ประจำจริงๆ ประมาณ 6 ครัวเรือน ทั้งหมดประมาณ 16 ชีวิต ได้ย้ายออกไปทั้งหมด ซึ่งขณะนี้พื้นที่ทั้งหมดได้ขายให้กับคนต่างศาสนา ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นต่างศาสนา มาเลี้ยงเป็ดอยู่ใกล้ๆ และที่ดินทั้งหมดก็ปลูกต้นยาง ที่ดินตรงกันข้ามก็เป็นป่าช้า มีแค่เชิงตะกอนและศาลา ซึ่งกำลังผุพังลงมา นี่คือ สถานการณ์ของชาวพุทธ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

เราจะกลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร คือ คำถามในใจแทนคนไทยทุกคน...

พระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

          สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)  อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้ความสำคัญกับปัญหาภาคใต้ (ท่านเกิดที่ จ.สุราษฎร์ธานี) ได้จัดตั้งพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมา มีศูนย์กลางการประสานงาน อยู่ที่วัดบูรพาราม ต.ยามู อ.ยะหริ่ง ภารกิจหลัก คือ ให้พระธรรมทูตอาสาฯ ออกเยี่ยมให้กำลังใจพระภิกษุสงฆ์และชาวพุทธในพื้นที่ ออกสำรวจวัด และหมู่บ้านชาวพุทธ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง อันเนื่องมาจากถูกเผา ถูกกดดันให้ออกจากพื้นที่ และช่วยฟื้นฟูประเพณีเก่าๆ ของชาวพุทธที่หายไปในช่วงเกิดเหตุความไม่สงบ ภายใต้การกำกับของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก่อตั้งขึ้นโดยได้งบอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

การดำเนินงานที่ทุ่มเท และต่อเนื่อง

          หลังจากที่สมเด็จเกี่ยวมรณภาพ อาจารย์เจ้าคุณพระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้หารือกับคณะทำงานศูนย์ประสานงานพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสืบต่องานในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ให้หยุดชะงักลง

          พร้อมได้มอบแนวคิด และนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนโรงเรียนศีล 5 ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามดำริเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงาน ในการนี้ อาจารย์เจ้าคุณวิจิตรธรรมาภรณ์ ได้มอบเสื้อหมู่บ้านศีล 5 ให้ตัวแทนเยาวชนในภาคใต้ พร้อมได้ให้กำลังใจแก่คณะทำงาน ให้มีกำลังใจเข้มแข็ง มีความสุข ปลอดภัย ในการปฏิบัติหน้าที่ทุกๆคน

          จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน เกิดพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 260 รูป และยังคงปฏิบัติกันแบบต่อเนื่อง และไม่มีวันหยุด ในพื้นที่จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เพื่อปลุกจิตสำนึกให้พระสงฆ์ ร่วมทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ตามที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ได้ให้โอวาทแก่พระธรรมทูตอาสา ว่า 

 “หากไม่มีพระสงฆ์ในพื้นที่ ชาวพุทธก็หมดที่พึ่ง ก็เชื่อว่า พระพุทธศาสนาได้หมดไปแล้ว แม้วันใดวันหนึ่งข้างหน้า พระพุทธศาสนาจะหมดไปจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ขอให้วันนั้น มีพระสงฆ์เดินออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย”

ปัญหาชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ปัญหาศาสนาโดยตรง

          พระครูโฆสิตสุตาภรณ์ ให้สัมภาษณ์ 'เนชั่นสุดสัปดาห์' เกี่ยวกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ถูกโยงมาเป็นปัญหาศาสนา และทางออกจากปัญหา ท่านอธิบายว่า จริงๆ แล้ว ปัญหาชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ปัญหาศาสนาโดยตรง แต่มีผู้ที่ฉวยความแตกต่าง ของการนับถือศาสนาของคนในพื้นที่ ไปเป็นประเด็นสร้างความแตกแยกในพื้นที่ เพราะคนในพื้นที่เราอยู่ด้วยกันมาไม่เคยมีปัญหาอย่างนี้ คนที่อยู่กันมาไม่เคยมีความขัดแย้งเรื่องศาสนามาก่อน ในประวัติศาสตร์มาเราก็อยู่ร่วมกันได้ แต่มีคนที่ไปเรียนต่างประเทศ เขากลับมาก็นำแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนมาใช้ โดยกระแสทั่วโลกเป็นอย่างนี้หมด โดยอาศัยประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มลายูส่วนหนึ่ง แล้วขับเคลื่อนเรื่องศาสนาเป็นหลัก "คนที่เป็นแกนนำ หลังจากที่ถูกจับก็ออกมาเปิดเผย สารภาพทุกอย่าง ว่าเริ่มต้นเขาทำอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องความลับแล้ว ทหารก็รู้กันหมด เขาบอกว่าเมื่อก่อนก็สู้อยู่ในป่า และถ้าอยู่อย่างนั้นก็ต้องถูกจับตายกันหมดแน่ๆ เขาเลยคิดว่าจะต้องไปสร้างแนวร่วมในเมืองให้ได้ ประมาณปี 2527 ก็ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว เขาก็ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรู้ว่าเขาทำอะไร เขาก็ลงมือสร้างมวลชนในพื้นที่ในเมือง โดยเริ่มต้นจากครอบครัวมุสลิมที่ไม่พอใจรัฐบาล ไม่ได้รับความเป็นธรรม มีความโกรธแค้น แล้วเขาก็ทำสำเร็จ พอมาในปี 2549 เขาก็พร้อมรบเลย ตอนนั้นที่เกิดกรณีปล้นปืน ที่เป็นข่าว หากเราจำกันได้ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็มีแนวร่วมของเขาเพิ่มขึ้นมากมาย"

วิธีการปฏิบัติงานของพระธรรมทูตอาสา

          การเป็นพระธรรมทูตอาสา มีวิธีการอย่างไร ในการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจกัน แม้ว่าจะนับถือศาสนาต่างกัน พระครูโฆสิตสุตาภรณ์ ตอบว่า ด้วยความที่อาตมาเป็นคนในพื้นที่ ก็กลับมาช่วยในเรื่องการสร้างขวัญกำลังใจ พบปะ พูดคุย เพราะชาวพุทธในพื้นที่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลย แต่เรากลายเป็นเหยื่อของสถานการณ์ เพราะคนที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ต้องการทำให้เห็นว่า ชาวพุทธไม่ใช่พวกเขา ชาวพุทธเป็นกลุ่มที่มารุกราน ซึ่งความเป็นจริงชาวพุทธอยู่ตรงนี้มานานนักหนาแล้ว ตั้งแต่มหายาน ชาวมุสลิมมาอยู่ไม่เกิน 500 ปี แต่เขาต้องสร้างเงื่อนไขนี้ เพื่อให้แนวร่วมได้เห็นว่า พุทธกับรัฐไทย คือผู้ที่มารุกราน ต้องทำลาย แล้วเขาก็ปลูกฝังในความคิดของเขา "นี่คือการต่อสู้ทางความคิด ถ้าจะแก้ก็ต้องทำความเข้าใจ เรื่องความคิด เรามีผู้นำศาสนา ของแต่ละศาสนา อาตมาไปประชุมบ่อยๆ กับชาวมุสลิม บางครั้งมีพระคืออาตมารูปเดียว ก็คุยกับเขาเสมอ ทำไมเราไม่เอาคำสอนของแต่ละศาสนาที่เป็นแก่นมาสอนกัน เรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จะเห็นว่าไม่มีตรงไหนเลยที่ศาสนาให้แบ่งแยกกัน”…

โครงการวิจัยและพัฒนาพระนิสิตสู่อุดมการณ์พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม

          ในการ "สัมมนาเชิงวิชาการเพื่อพัฒนางานในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2558 เป็นการร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม, ตัวแทนเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพระผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาพระนิสิตสู่อุดมการณ์พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม โดยกองกิจการนิสิตร่วมกับสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงานของ พระธรรมทูตอาสาในพื้นที่กับนักวิจัยที่พยายามบูรณาการทรัพยากร เพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว การจัดสัมมนาครั้งนี้ จัดขึ้นที่ศาลาสุวรรณบรรพต (หลวงพ่อโชคดี) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ

          พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ เล่าถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในพื้นที่ของพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นโครงการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นโดยดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ดำเนินการแล้วจำนวน 4 รุ่น มีพระสงฆ์ผ่านการอบรมตามหลักสูตร จำนวนกว่า 300 รูป

          "ในเมืองไทยเรา มีข้อดีกว่าต่างประเทศมาก วัดสามารถพัฒนาได้ เพราะมีกฎหมายรองรับ แต่พระก็ต้องเป็นกำลังหลักในพื้นที่ และอีกส่วนก็ต้องอาศัยการวิจัยให้ถูกต้องด้วย ส่วนการจะวิจารณ์กัน ก็ควรให้ตรงหรือถูกตามธรรมด้วย เพื่อกระตุ้นให้ดำเนินการแก้ไขได้ถูกต้องและดีงาม เคยได้ยินพระในพื้นที่ท่านเล่าให้ฟังว่า บางพื้นที่มีวัดร้างไม่มีพระเหลือเลย แต่ก็มีโยมเข้าไปวัดไปถวายอาหารพระพุทธรูปอยู่ยิ่งทำให้สะเทือนใจ และเราอย่ามองว่าพระพุทธรูปหรือวัดวาอารามเป็นแค่เพียงวัตถุ เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมัยหนึ่ง มีคนที่มีศรัทธาอันหยั่งลงลึกมากๆ จึงจะสามารถเสียสละทรัพย์หรือแรงกาย เพื่อสร้างขึ้นมาได้เราต้องช่วยกันรักษาให้ถึงที่สุด"

ความคิดเห็นที่แตกต่าง นำมาสู่การสร้างสรรค์ที่ดีขึ้น

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังกล่าว นำมาซึ่งความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่  

  • การขาดอุดมการณ์ สมัยก่อนมีพระเถระอันเป็นที่น่าศรัทธาของทั้งพระและสามเณรรวมถึงฆราวาส แต่พอท่านเหล่านี้เหล่านี้เสียชีวิตไปทั้งตามอายุขัยหรือตามเหตุการณ์ความรุนแรง พลอยทำให้เกิดความหวั่นไหวทางด้านศรัทธาหรืออุดมการณ์ของพระหนุ่ม เณรน้อย และฆราวาสญาติโยม
  • ขาดหลักธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี เช่น อปริหานิยธรรม สาราณียธรรม เป็นต้น
  • ขาดความตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ในพระนอกพื้นที่ว่ามีความรุนแรงเพียงใด หากภัยดังกล่าวลุกลามไปมากกว่าที่เป็นอยู่
  • ขาดความรู้และความเข้าใจต่อสถานการณ์ความเป็นจริง พระและคนในพื้นที่ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากนัก

          พระมหาสุทิตย์ อาภากโร ผอ.สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาจุฬาฯ กล่าวปิดท้าย "เราควรมีท่าทีเป็นมิตรและมองคนอื่นในฐานะเพื่อน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา และการทำงานผ่านงานวิจัยนี้ พระธรรมทูตอาสา ต้องทำงานเหมือนหนอนที่รู้รายละเอียดในพื้นที่ ก็เหมือนหนอนที่รู้ทุกส่วนของต้นไม้เป็นอย่างดี ขณะที่พระอย่างอาตมา เหมือนนกที่บินอยู่เหนือต้นไม้ ได้เห็นความเป็นไปโดยรอบ และต้องบินจากต้นนี้ไปต้นนั้นอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องทำงานเชื่อมโยงปัญหาทุกส่วนทั่วประเทศ ส่วนผู้บริหาร คือ พระเถระผู้ใหญ่ก็เหมือนเหยี่ยว ที่ท่านจะได้วางวิสัยทัศน์ให้เรา เหมือนเหยี่ยวที่มองได้อย่างกว้างไกล"

          แม้ปัญหาจะหนักและซับซ้อน แต่ด้วย ความตั้งใจ จึงทำให้เกิดมุมมองต่อปัญหา และแนวทางการแก้ไข ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความสุขสงบให้เกิดขึ้น ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้อีกครั้ง

แหล่งที่มาข้อมูล

  1. http://backtozerogoal.blogspot.com/2016/07/blog-post_22.html
  2. http://www.posttoday.com/dhamma/447219
  3. http://dhammadutath.com/index.php/en/component/content/category/17-2015-04-02-11-18-34
  4. หนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 29 ก.ค. - 4 ส.ค. 2559
  5. หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Comment