วันศุกร์ที่ 05 มีนาคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

แก้ปัญหาคนสองสัญชาติ สร้างสันติสุข จชต.

 01 ก.ย. 2559 20:38 น. | อ่าน 2757
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

          การหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ ดร.อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี้ รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม เพื่อเตรียมวาระการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ซึ่งกำหนดจัดที่กรุงเทพ ระหว่างวันที่ ๘ และ ๙ กันยายน มีรายงานว่า ทั้งสองฝ่ายมีการตกลงร่วมมือแก้ไขปัญหาของทั้งสองชาติในหลายประเด็น ครอบคลุมเรื่องความร่วมมือแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การลักลอบนำเข้าของผิดกฏหมายเข้าไปในประเทศมาเลเซีย และการจัดการกับบุคคลสองสัญชาติ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันทั้งไทย และมาเลเซีย

          ในส่วนของประเทศไทย ปัญหาบุคคลสองสัญชาติ คือ ไทยและมาเลเซีย เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือ ผู้ก่อความไม่สงบที่เป็นบุคคลสองสัญชาติมักจะก่อเหตุแล้วหนีไปหลบซ่อนตัวในประเทศมาเลเซีย ทำให้การติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยร้องขอให้รัฐบาลมาเลเซียให้ความร่วมมือดำเนินการตรวจสอบบุคคลเหล่านี้ และยกเลิกสัญชาติมาเลเซีย ทั้งนี้เพราะกฏหมายไทยและมาเลเซีย ไม่อนุญาติให้ประชาชนถือครองสองสัญชาติ

          สำหรับแนวทางการดำเนินการรัฐบาลมาเลเซียได้ขอให้รัฐบาลไทยส่งข้อมูลบุคคลที่ถือครองสองสัญชาติและเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยให้กับรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีทั้งลายนิ้วมือ และข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ที่เรียกว่า biometric

          นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของไทยและมาเลเซีย ยังเห็นชอบกับแผนดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่ทั้งสองประเทศ จะร่วมมือกันสร้างรั้วทั้งคอนกรีตและรั้วลวดหนาม ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย หลายจุด ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้การลักลอบก่ออาชญากรรมตามแนวชายแดน และการหลบหนีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบไปยังประเทศมาเลเซียทำได้ยากยิ่งขึ้น

          เป็นที่น่าสังเกตุว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซีย ในการแก้ปัญหาที่ทั้งสองประเทศเผชิญอยู่ เป็นไปด้วยดีและทั้งสองฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาบุคคลสองสัญชาติ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเรื่องหลังเป็นปัญหาใหญ่ของมาเลเซีย ที่รับปัญหาหนักทั้งการค้ามนุษย์ เนื่องจากมาเลเซีย เป็นจุดหมายปลายทางของผู้อพยพชาวโรฮีนจา ที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฏหมายเข้าไปพักพิงในมาเลเซีย นับแสนคน และปัญหาอาชญากรรม ที่ใช้อาวุธปืน ในมาเลเซียซึ่งแม้ว่าจะมีกฏหมายลงโทษผู้ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ถึงขั้นประหารชีวิต แต่หลายเดือนที่ผ่านมา คดีคนร้ายใช้อาวุธปืนสังหารเหยื่อชาวมาเลเซีย อย่างอุกอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทั้งสื่อมวลชนและนักอาชญวิทยา ต่างก็ชี้นิ้วมาที่ประเทศไทยว่า เป็นแหล่งค้าปืนเถื่อน ที่อาชญากรมาเลเซีย ซื้อหาเพื่อใช้ก่ออาชญากรรม ขณะเดียวกันมาเลเซีย ก็ต้องการแสดงให้คนในชาติเห็นว่ารัฐบาลมาเลเซียเอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ ด้วยการขอความร่วมมือให้รัฐบาลไทย ส่งตัวผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ ระดับผู้บงการจำนวน ๑๐ คน ให้ทางการมาเลเซีย นำตัวไปดำเนินคดี แต่ก็ไม่เปิดเผยรายละเอียดชื่อผู้ต้องหา ซึ่งประเด็นนี้พลเอกประวิตร ก็ยอมรับว่าได้ตกลงรับปากกับรัฐบาลมาเลเซีย แล้ว

          ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซีย ที่กระชับแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ และในระหว่างที่นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในเดือนกันยายน นี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็มีกำหนดที่จะพบปะหารือและลงนามในบันทึกความเข้าใจ (M0U) ในกรอบความร่วมมือดังกล่าวข้างต้น ทำให้ทิศทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อมั่นว่าสันติสุข และความอยู่ดีกินดีของพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับเช่นกัน โดยเฉพาะหากรัฐบาลมาเลเซีย ให้ความร่วมมือช่วยไทยจัดการยกเลิกสัญชาติผู้ก่อความไม่สงบ ที่ก่อคดีและหลบหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในมาเลเซีย พร้อมๆกับเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความมั่นคงชายแดน ทั้งการลาดตระเวณร่วม และการสร้างรั้วตามแนวชายแดน

สันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ก็เขยิบเข้ามาใกล้ แล้ว…

Comment