วันศุกร์ที่ 03 ธันวาคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

หยุดทำร้ายประชาชน หยุดทำร้ายประเทศไทย

 30 ส.ค. 2559 16:30 น. | อ่าน 2497
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์วางระเบิดนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ครั้ง ทุกๆ ครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หน่วยงาน และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องออกมาตั้งสมมุติฐานถึงสาเหตุของการเกิดขึ้นของเหตุระเบิดเหล่านี้ไปต่างๆ นานา อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีใคร หรือหน่วยงานใดที่รับผิดชอบ จะสามารถตอบได้อย่างชัดเจนได้เลยว่า “วัตถุประสงค์ของการก่อเหตุที่แท้จริง คืออะไร” และ “ใครที่เป็นผู้บงการ” เหตุการณ์เหล่านี้เปรียบได้กับ “วงจรอุบาทว์” ที่ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์อย่างไร หรือใครอยู่เบื้องหลัง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ที่ “ทำร้ายประชาชน” และ “ทำร้ายประเทศไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และล่าสุด “ใคร” ที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็น “ใคร” ก็ได้ทำร้ายประชาชน ทั้งพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ก่อเหตุ และประเทศไทย อันเป็นที่รักของเรา…อีกครั้งหนึ่ง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.

      ถึงแม้ว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หรือผลกระทบทางกายภาพจากเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองครั้งล่าสุด ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ แต่กลับได้รับผลกระทบทางอ้อมที่รุนแรงไม่แพ้กันกับผลกระทบทางกายภาพ ยกตัวอย่างเช่น
      การวิจารณ์ หรือการเสนอข่าวแบบเหมารวม โดยไม่แยกแยะว่าใคร กลุ่มไหนกันแน่ที่ก่อความรุนแรง อาจส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคอื่นมองคนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในแง่ลบมากขึ้นไปอีก ส่งผลกระทบทั้งเรื่องการหางานทำ และการอพยพย้ายถิ่นฐาน เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีคนจากภาคใต้ตอนล่างเข้าร้องทุกข์กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีถูกบังคับเลิกจ้างจากบริษัทซับคอนแทรค ที่รับงานในท่าอากาศยาน
      นี่คือกรรมของคนสามจังหวัดใต้ จากปัญหาที่เกิดขึ้น…!
      สิ่งที่พึงพิจารณา ก็คือ คนมุสลิมจากสามจังหวัดใต้ ไม่ได้เป็นแนวร่วมของของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบทั้งหมด แต่มีเพียงบางส่วน และเป็นส่วนน้อยเท่านั้น คนทั่วๆ ไปล้วนเป็นคนดี ประกอบอาชีพสุจริต
      เช่น ระเบิด 9 จุดช่วงปลายปี 2549 หลังรัฐประหารเพียง 3 เดือน, ระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อปี 2553 แม้จะมีการตรวจสอบได้ว่ารถกระบะที่ลำเลียงระเบิดมาส่ง เป็นรถจากจังหวัดนราธิวาส แต่คดีนี้ก็สรุปว่า เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองขับไล่รัฐบาลมากกว่าประเด็นไฟใต้
      เช่นเดียวกับ ระเบิดไปป์บอมบ์ทั้งที่มีนบุรี เมื่อปี 2557 และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามในปีถัดมา ก็สรุปว่าเป็นเรื่องการเมือง
      ขณะที่คาร์บอมบ์ในลานจอดรถห้างเซ็นทรัล เฟสติวัล ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อเดือน เม.ย.58 แม้กลุ่มผู้ก่อการจะเป็นคนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบทั้งหมด แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็มีกลิ่นของการเมืองเจือปนอยู่ไม่น้อย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก่อเหตุ และการเยียวยา
      เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนเสียชีวิต 4 คน โดยเป็นคนไทยทั้งหมด 4 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 37 คน เป็นคนไทย 26 คน ชาวต่างชาติ 11 คน ซึ่งมีชาวต่างชาติเดินทางกลับประเทศแล้ว 10 คน ยังพักรักษาตัวอยู่ในไทย 1 คน

      นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฏหมาย กล่าวภายหลังการประชุมหาแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดว่า ที่ประชุมได้ข้อยุติในการเยียวยาความเสียหายเหตุลอบวางระเบิด และการวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้ สำหรับการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน จะได้รับการเยียวยาจากรัฐ อย่างน้อยคนละ 1.18 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์วางระเบิด ที่บริเวณศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รัฐจะเป็นผู้ดูแลค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด โดยอาจมีค่าขาดอาชีพ ค่าทำขวัญ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจำนวนเท่าใด เนื่องจากได้รับไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการบาดเจ็บ ขณะที่ชาวต่างชาติจะใช้เกณฑ์เดียวกัน แต่ต้องดูเรื่องค่าเดินทางกลับ หรือค่าเดินทางของญาติที่มาดูแลด้วย
      ทั้งนี้ การจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุดังกล่าว จะเป็นการจ่ายเงินเชิงบูรณาการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้รับไปดำเนินการและขึ้นทะเบียนบัญชีให้ทราบ ขณะนี้ได้ทยอยจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุแล้ว ซึ่งการจ่ายเงินเยียวยาทั้งหมด จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

พิษระเบิด 7 จว.ภาคใต้ป่วนเศรษฐกิจ กระทบลงทุน ฉุดท่องเที่ยวไทยส่อทรุด

      หน่วยงานและองค์กร และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ได้แสดงมุมมองต่อเหตุกาณ์ดังกล่าวว่า จะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างไร โดยเฉพาะในมิติทางด้านเศรษฐกิจ อาทิเช่น
      ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายเจน นำชัยศิริ กล่าวว่า การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน แต่จะสั้น หรือยาว ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วหรือไม่ อย่างไรก็ตามอาจจะไม่มีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน นอกจากนั้นยังมองว่า การวางระเบิดดังกล่าว ถ้าเกิดจากความตั้งใจก็ทำลายภาพลักษณ์ และสร้างความปั่นป่วนมากกว่าจะให้มองว่าเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฝีมือของคนกลุ่มใด ต่างก็เล็งเป้าไปที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
      ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินผลกระทบของการก่อเหตุดังกล่าวที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ว่ามีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระดับหนึ่ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะกองทุนต่างชาติในตลาดการเงินลดลง อย่างไรก็ตาม ไม่น่าส่งผลกระทบต่อการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง ส่วนภาคบริโภคน่าจะได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีนัยสำคัญอะไร และน่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และจากการประเมินเบื้องต้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และรายได้ที่สูญเสียไปจากการเกิดขึ้นของเหตุการณ์นี้ อยู่ที่ระดับ 33,800 ล้านบาท

ผลย้อนกลับสู่ “ใคร” และ “ขบวนการ” กรรมในยุคดิจิตอล

      ไม่ว่าเหตุการณ์นี้ จะเกิดขึ้นจาก “ใคร” และ “ทำเพื่อมุ่งหวังอะไร” ทางการจะสืบสวนจะได้ตัว และไม่ได้ตัว “ใคร” ก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว การกระทำที่มุ่งหวังผลทาง “ยุทธศาสตร์”  ที่ใช้ทุกรูปแบบในการดำเนินการทาง “ยุทธวิธี” ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆ ที่เกิดต่อประเทศชาติ และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่ส่งไปยังพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ย่อมก่อให้เกิดวิบากกรรมสู่ “ใคร” และ “กระบวนการ” ให้ได้รับวิบากกรรมนั้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็ว แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะช้า เพราะปัจจุบันเป็นกรรมในยุค Digital ที่รวดเร็วเหมือนติดจรวด

แหล่งที่มาข้อมูล
1. http://www.isranews.org/south-news/scoop/item/49267-outside_49267.html
2. http://www.krobkruakao.com
3. http://www.thairath.co.th/content/690748

Comment