วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

คอลัมน์: COVER STORY: เปิดนวัตกรรม 360 องศารังสรรค์ เชื่อมโยงทุก "นวัตกร"

 14 ก.พ. 2561 12:00 น. | หมวดหมู่ การยกระดับคุณภาพชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

"นวัตกรรม" เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างโอกาสและความแตกต่าง ผ่านการพัฒนา ผู้ประกอบการทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการแล้ว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ ผู้ประกอบการทั้งในระดับประเทศ ระดับอาเซียนไปสู่ระดับโลก สอดคล้องกับโมเดลของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน ด้วยนวัตกรรม (Value Based Economy)
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. (NIA) เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 ภายใต้การกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ส่งเสริมระบบนวัตกรรมแห่งชาติ สร้างโอกาสใน การเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม ตลอดจนยกระดับทักษะและความสามารถทางนวัตกรรมให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้การบริหารงานของ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. (NIA) คนล่าสุด
ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. (NIA) กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมไปอย่างมากมาย ซึ่งในปีนี้ สนช.ยังมุ่งขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้งบประมาณดำเนินการ กว่า 1,800 ล้านบาท โดยจะอาศัยกลไกที่หลากหลาย และความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วนมาเน้นการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมใน 5 มิติสำคัญด้วยกันคือ
1. การพัฒนา "ผู้ประกอบการนวัตกรรม" (Inno-Preneur) เพื่อให้เกิด การพัฒนาศักยภาพทางนวัตกรรมของผู้ประกอบการนวัตกรรมที่ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม
2. การพัฒนา "บริษัทนวัตกรรม" (Innovation-Driven Enterprise) เพื่อเร่งการเติบโตของประเทศผ่านการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ กระบวนการบริการและธุรกิจ Enterprise (IDE)
3 . การ "ลดความเหลื่อมล้ำ" (Equity) เพื่อส่งเสริมการกระจายโอกาส ทางนวัตกรรมในทุกสังคมและทุกพื้นที่
4. การ "สร้างการรับรู้นวัตกรรม" (Awareness) เพื่อเสริมสร้างทาง วัฒนธรรมการเปิดรับนวัตกรรมสู่ชีวิตสำหรับผู้ประกอบการและ ประชาชนทั่วไป
5. การ "สร้างความรู้และฐานข้อมูล" (Data-Driven Innovation) เพื่อ สนับสนุนการพัฒนาการดำเนินงานและการตัดสินใจด้านนวัตกรรม บนฐานของความรู้และข้อมูล
ปลดล็อกข้อจำกัด ขับเคลื่อนนวัตกรรม 5 มิติ
ในปี 2561 นี้ สนช.ตั้งเป้าหมายทำหน้าที่เป็น ผู้ขับเคลื่อนระบบ (System Enabler) ที่นำไปสู่การ ปลดล็อกข้อจำกัดและสนับสนุนเพื่อให้เกิดการ สร้างให้เกิด "Ease of Doing Innovation" ผ่านกลไก ตามแนวทางการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมใน 5 มิติสำคัญข้างต้น โดยมีโครงการเด่นๆ หลายโครงการ อาทิ โครงการเร่งสร้างผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Thailand), การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมมุ่งเป้า (Thematic Innovation), การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมเปิด (Open Innovation), กลไกการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม (MIND Credit), การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมเชิงสังคม (Social Innovation) และ โครงการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation District)
เขาบอกว่า ในปีนี้ สนช.ยังเน้นให้บริการธุรกิจและสร้างโอกาสพัฒนานวัตกรรมใน NIA Academy ผ่านกิจกรรมหลักสูตรการฝึกอบรมที่หลากหลาย เช่น
1. Innovation IOI เป็นกิจกรรมการส่งเสริม ผู้ประกอบการในการเริ่มต้นพัฒนานวัตกรรมตลอดทั้งการพัฒนาการเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก สนช. "What is innovation & How to write an innovation proposal" ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกเดือน
2. "The Innovation Journey Series" กิจกรรม บริการด้านการศึกษาและวิทยาการจัดการนวัตกรรม เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ ผู้ประกอบการนวัตกรรมทั้งกระบวนการ เช่น ความรู้ด้านกระบวนการการคิดสร้างสรรค์ ความแตกต่างสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างแรงบันดาลใจ (Creative Thinking) ทดสอบและศึกษาความเป็นไปได้ ทางธุรกิจ ทางเทคโนโลยี (Validation) Innovation Solution พัฒนาต้นแบบ MVP พัฒนา UXUI ทดสอบไอเดีย Prototype testing ทำไอเดียให้เป็นของได้อย่างไร ส่วน Scale-up คือการโตจากงานวิจัยต้องทำอย่างไร ขยายฐานธุรกิจทำอย่างไร ด้าน Market Player สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างมาตรฐานและคุณภาพ Digital Marketing Corporate Identity พร้อมมีกรณีศึกษาตัวอย่างด้วย
3. Innovation & Growth กิจกรรมการขยายผล และส่งเสริมความสามารถให้กับผู้ประกอบการเพื่อจัดให้เป็นหลักสูตรองค์ความรู้ที่ปรึกษาทางธุรกิจและนวัตกรรมในเชิงลึก โดยความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมีการจัดทาร่างหลักสูตรหลายแบบ ดังนี้
หลักสูตร Innovative Business Boot Camp ใช้ระยะเวลาอบรม 2 วัน เป็นหลักสูตรเพื่อสร้างองค์ความรู้ และสร้างแนวคิดจากประสบการณ์จริงในการพัฒนาธุรกิจ โดยการใช้นวัตกรรมสำหรับเครือข่ายผู้ประกอบการนวัตกรรม ตลาดทุน และที่ปรึกษานวัตกรรมที่สามารถสนับสนุนให้เกิดธุรกิจใหม่บนระบบนิเวศนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบการในเครือข่ายตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีความสนใจในการพัฒนานวัตกรรม
หลักสูตร Innovation Driven Enterprise to IPO # Episode1-Technology Innovation ซึ่งใช้ระยะเวลาอบรม 8 สัปดาห์เป็นหลักสูตรเพื่อยกระดับความสามารถเพื่อพัฒนาธุรกิจในอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศไทย โดยการผลักดัน และส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมเพื่อสร้างองค์ความรู้ และสร้างแนวคิด ในการพัฒนาธุรกิจในอุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาข้อเสนอโครงการนวัตกรรม (Digital Innovation) โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบการในธุรกิจ Digital, Software, IT, Technology
นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตร Innovative Business NIA Customer to IPO ใช้เวลาอบรมประมาณ 3 - 5 สัปดาห์ โดยจะเป็นหลักสูตรที่จะส่งเสริมขยายผล ธุรกิจนวัตกรรมของผู้ประกอบการนวัตกรรมที่เคยได้รับการสนับสนุนจาก สนช. เพื่อยกระดับเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวผู้ประกอบการสามารถนาองค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาสินค้า บริการนวัตกรรมเพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุนจากโครงการ MIND CREDIT และ Open Innovation จาก สนช.ได้
ในส่วนของอุทยานนวัตกรรมที่ถนนโยธีนั้น ยังทำหน้าทีเชื่อมโยงโครงสร้าง พื้นฐานด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานเชิงปัญญาเข้าไว้ด้วยกัน โดย การส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อสร้างความตื่นตัวด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี อันก่อให้เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรมทั้งในระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ระดับองค์กร และระดับประชาชนภายใต้กิจกรรม Innovation Park Festival ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวอยู่ในระหว่างการเตรียมแผนการดำเนินงาน โดยคาดว่า จะจัดขึ้นได้ราวปลายปี 2561
มุ่งสร้างนวัตกรรม 4 กลุ่ม ปั้นเถ้าแก่รุ่นใหม่
ดร.พันธุ์อาจกล่าวด้วยว่า สำหรับปีนี้ สนช. ตั้งเป้าจะสร้างนวัตกรให้เกิดขึ้นให้ได้ 4 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มแรก กลุ่มผู้นำชุมชนที่ดูแลสังคมและวัฒนธรรม กลุ่มที่สองคือ Chief City Innovation Officer ที่อยู่ในระดับรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งจะต้องรู้ว่าเมืองเป็นโรงงานสร้างนวัตกรรมแบบไหน กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีในพื้นที่ และกลุ่ม ที่ 4 เป็นนักศึกษาระดับอาชีวะและมหาวิทยาลัยที่จบการศึกษาแล้ว และมีการจัดตั้งบริษัทอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป้าหมายของ สนช. ในระยะสั้นต้องการสร้างนวัตกร ให้เกิดขึ้นให้ได้ 1,000 คนทั่วประเทศ และมีการสร้างผลงานให้เกิดขึ้นราว 20,000 งาน
ทั้งนี้ เขายอมรับว่า ผลงานหลักๆ ของ สนช.ในรอบปีที่ผ่านมาเกิดจากการขยายยุทธศาสตร์ไปยังการพัฒนาผู้ประกอบการ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมาที่เน้นให้ทุนสนับสนุนเปล่าแก่เอกชนเพื่อทำโครงการนวัตกรรม ดังนั้นในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ใช้ชื่อว่า Innovation 360 องศา หรือการพัฒนาระบบนิเวศน์ทางนวัตกรรมให้ครอบคลุม 3 P คือการพัฒนาผู้ประกอบการที่เป็นคนอยากทำธุรกิจหรือเป็นเจ้าของกิจการอยู่แล้วให้เป็นผู้ประกอบการที่สามารถนำเอานวัตกรรมมาใช้และสร้างนวัตกรรมได้เองมากขึ้น
"ในมุมของ Achievement คือการเข้าถึง ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ที่เป็น Young Generation มีการบ่มเพาะในระดับที่ถอดมาจากต่างประเทศ เนื่องจากต้องการเร่งการเติบโตในกลุ่มที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว กับอีกกลุ่มธุรกิจเดิมที่อยากจะโตเร็วก็จะเข้าไปช่วยอีกมุมหนึ่ง" เขากล่าว
อีกด้านหนึ่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับองค์กรและเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือการขยายงานไปสู่การทำงานกับผู้ประกอบการด้านสังคม โดยการทำเรื่องนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) ที่เน้นการนำความคิดสร้างสรรค์และความรู้มาใช้ในการตอบโจทย์และแก้ปัญหาสังคม ซึ่งมีผลต่อการลงทุน เพราะจะมีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Impact Investor ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้จะลงทุนในบริษัทที่เป็น SE ในประเทศไทย ซึ่งยังมีไม่มาก จึงเป็นเรื่องที่ สนช.เริ่มทำอย่างจริงจัง
"หัวใจสำคัญคือการไปสร้างเครือข่ายทั้งคนที่ทำธุรกิจ SME ปกติ แต่โจทย์ธุรกิจจะเน้นเรื่องของสังคมเยอะขึ้น" ดร.พันธุ์อาจกล่าว
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มสังคมที่ไม่เคยเจอเรื่องอินโนเวชั่น ก็จะทำอย่างไร ให้คนกลุ่มนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืนหรืออยู่รอดได้ เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหม่มาก ซึ่งปัจจุบัน สนช.ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว มีเครือข่ายทั้งมหาวิทยาลัยที่ทำเรื่อง Social Enterprise รวมไปถึงกลุ่ม SE และกลุ่ม SME แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือกลุ่ม Startup ที่ตอบโจทย์สังคม ซึ่งในปัจจุบันแม้จะเริ่มมีเข้ามาบ้างก็ตาม นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมทางสังคมที่ลิงก์กับตลาดทุนอีกลักษณะหนึ่งที่เป็นเรื่องของ Impact Investment" เขา กล่าว
ดร.พันธุ์อาจ บอกอีกว่า สนช.ยังเน้นเรื่องการกระจายโอกาสการทำ อินโนเวชั่นไปสู่ Key Player ในอินโนเวชั่น ซึ่งในอดีตหลายคนจะมองว่า อินโนเวชั่นเป็นเรื่องของการทำ R&D เป็นเรื่องของผู้ประกอบการทำสินค้าหรือบริการมาขายเอกชน แต่ปัจจุบันอินโนเวชั่นทำมากกว่านั้น และอีกส่วนหนึ่งที่ดำเนินการไปแล้วคือ การทำนวัตกรรมกับเมืองมากขึ้น มีโครงการตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงนราธิวาส ที่เราเรียกว่าการยกระดับนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (AREA-BASED INNOVATION)
ระเบียงนวัตกรรมสู่อาเซียน ยกระดับย่านนวัตกรรม
ในเบื้องต้น สนช.จะมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่นำร่องในแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ ลุ่มน้ำโขง (GMS Southern Economic Corridors: EWEC) ซึ่งมีความยาว 1,320 กิโลเมตร เชื่อมต่อประเทศเมียนมา - ไทย - กัมพูชา - เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทาง คมนาคมทางบกที่สำคัญเชื่อมโยงสินค้า วัฒนธรรม แหล่งความรู้ ระหว่างทะเลอันดามันและมหาสมุทรแปซิฟิก
ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการดังกล่าวจะมีการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่า (value chain) เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจ เชิงพื้นที่สู่อาเซียน โดยมีเป้าหมายในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การท่องเที่ยว การค้า การขนส่ง และการเกษตร ซึ่งการยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อต้องการให้เกิดการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมทั้งในระดับภูมิภาค ระดับเมือง และระดับย่าน ได้แก่ ระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เมืองนวัตกรรม (Innovation City) และย่านนวัตกรรม (Innovation District)
ปัจจุบัน สนช.ได้เริ่มโครงการนำร่องการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation District) ซึ่งในโครงการมีการศึกษาโอกาสและศักยภาพของย่านในพื้นที่ต่างๆ ทั้งด้านนวัตกรรมและออกแบบแนวทางการพัฒนาย่านเพื่อให้ย่านมีความพร้อมที่จะเป็นพื้นที่สำหรับการบ่มเพาะและสร้างธุรกิจนวัตกรรม และในโครงการนำร่องนี้ได้มีการศึกษาย่านในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ย่านพัทยา ย่านศรีราชา และย่านอู่ตะเภา ซึ่งผลศึกษาจะนำมาใช้ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาย่านเพื่อนำเสนอต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป
"นวัตกรรมเชิงพื้นที่มีแค่ 2 โจทย์ โจทย์หนึ่งคือการทำอย่างไรให้นวัตกรรม ไม่กระจุกตัวอยู่ที่ กทม. แต่ให้ไปอยู่ตามศูนย์กลางเมืองใหญ่ต่างๆ โจทย์ที่สอง มีย่านที่คนเข้าไปอยู่อาศัยแล้วเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหรือความเป็นอยู่ ดีขึ้น ดังนั้นรูปแบบการทำอินโนเวชั่นแบบเดิมจึงไม่ใช่โจทย์ที่จะตอบคำถามในปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยแล้วเพราะซัพพลายเชนของเราขึ้นอยู่กับบริษัทข้ามชาติ" ดร.พันธุ์อาจ กล่าว
อย่างไรก็ดี เขาบอกว่า ในปีที่ผ่านมา สนช.ยังมีการทำงานร่วมกับตลาดทุน และธนาคารพาณิชย์ทั้ง 11 แห่งมากขึ้น โดยร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ด้านนวัตกรรม ส่วนความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ทำเรื่องTransection ด้านการลงทุน โดยพยายามพัฒนาโครงการที่ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนแล้วเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
"ปีที่ผ่านมาเราให้เงินทุนสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการไปแล้ว 300 กว่าบริษัท จากจำนวนผู้ประกอบการที่ยื่นขอรับการสนับสนุนเข้ามา 2,000 กว่าบริษัท โดยเป็นทุนสนับสนุนในรูปแบบของเงินให้เปล่าตั้งแต่ 1.5 ถึง 3 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี แต่ถ้าเป็นแบงก์เราจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ 3 ปี (36 เดือน) แต่จะต้องเป็นโครงการที่ผ่านการอนุมัติจาก สนช. ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ระดับหนึ่งให้ผู้ประกอบการมีประสบการณ์การทำอินโนเวชั่น แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าจะต้องเปลี่ยนสังคมเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมได้อย่างไร" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม การบริการเพื่อให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงการสนับสนุนและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมถือเป็นพันธกิจหลักที่ สนช.ให้ความ สำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา สนช.ให้ความสำคัญกับการขยายตัวไปสู่ภูมิภาค (Regionalization of Innovation) ผ่านการทำงานร่วมกับ เครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค (Science Parks) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการ กระจายตัวของการทำนวัตกรรมไปสู่ภูมิภาค และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนวัตกรรมภูมิภาค ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการต่างๆ ไปแล้ว อาทิ Startup Thailand League, Innovation District และ NIA Regional Connect กับกลุ่มเป้าหมาย ต่างๆ ในพื้นที่
นอกเหนือจากการส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นแล้ว ยังได้มีจัดกิจกรรมลงไปยัง กลุ่มนิสิตและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกว่า 30 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมและส่งเสริมแนวคิดด้านการพัฒนาธุรกิจแก่กลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยการสร้าง ผู้ประกอบการอายุน้อยในมหาวิทยาลัย ซึ่งใน แต่ละปีจะมีการอบรมประมาณ 3 หมื่นกว่าคน และมีการให้ทุนปีละ 550 ทุน ทุนละ 1 แสนบาท ซึ่งปัจจุบัน มีนักศึกษาอยู่ประมาณ 1,350 ทีม
"ในยุคของ Gen M (Millennial Generations) เราพยายามที่จะส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมา จะเห็นได้ว่าเครือข่ายเหล่านี้เราแบ่งกลุ่มชัดเจน บางคนทำโอทอป ก็จะเป็นกลุ่มโอทอป บางคนทำเอสเอ็มอีในเรื่องอาหารก็จะมีกลุ่มของ เขาอยู่ ซึ่งสิ่งที่ สนช.ทำอยู่ในขณะนี้คือการทำงานใกล้ชิดกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งสมาคมธุรกิจต่างๆ, สมาคมเวนเจอร์แคปปิตอล, สมาคมไทยเทคสตาร์ทอัพ เป็นต้น มีการสร้างเครือข่ายผ่านทาง การพัฒนา Business Association" เขากล่าว
ปัจจุบัน สนช.ได้ให้บริการแก่ผู้ประกอบการหลาย โครงการ อาทิ โครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน, โครงการนวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย, ทุนเครือข่ายวิสาหกิจนวัตกรรม, โครงการนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเป็นเงินทุนสนับสนุนสำหรับ ผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ในการดำเนินธุรกิจ นวัตกรรมเพื่อเกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ เป็นต้น ปัจจุบันมียอดผู้ประกอบการเข้ารับบริการแล้วจำนวน โครงการทั้งหมด 349 โครงการ (เศรษฐกิจ สังคม และคูปอง NTFV) มูลค่าการสนับสนุน 391,819,382.50 บาท มูลค่าโครงการรวม 1,090,980,546 บาท
ดร.พันธุ์อาจกล่าวยอมรับว่า ที่ผ่านมาปัญหาหรืออุปสรรคที่ สนช.พบมี 2 เรื่องคือ การให้บริการที่ไม่ทันใจแก่ผู้ประกอบการ ติดต่อยาก ไม่ตอบคำถาม ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการใช้ช่องทางไหนในการติดต่อเพราะถ้าเข้ามาในระบบโซเชียลมีเดีย จะตอบได้ค่อนข้างเร็ว ซึ่งในอนาคต สนช.จะมีระบบแชตบ็อกซ์ ตอบคำถามทั่วไปด้วย ส่วนเรื่องของความไม่เข้าใจว่าทำไมแผนธุรกิจถึงไม่ผ่านนั้น ปัจจุบัน สนช.มีระบบอบรมแบบ Grooming รวมถึงได้ทำ Digitization ไปค่อนข้างมาก ทำให้การบริการมาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ไม่ว่าเรื่องการกรอกใบสมัคร การรับเช็ค ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดขั้นตอนเพิ่มความสะดวกให้ผู้ที่ขอรับบริการได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างคอนเทนต์ จัดอีเว้นต์เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับ ผู้ที่สนใจด้านอินโนเวชั่นมาพบปะเจอกัน และอีกส่วนหนึ่งคือการนำสื่อใหม่ๆ เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก, อินสตราแกรม, คลิปต่างๆ รวมถึง NIA Channel ที่จะเพิ่มความสำคัญในแง่ของคอนเทนต์มากขึ้น ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม เขายังให้มุมมองการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งหรือความได้เปรียบในเรื่องความพร้อมด้านทรัพยากรที่เป็นองค์ประกอบในการพัฒนานวัตกรรม อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล สาธารณูปโภคพื้นฐาน ภาค อุตสาหกรรม และภาคสถาบันการศึกษา แต่การเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้ ให้ทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนระบบนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็งยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางนวัตกรรมสูงกว่าไทย
"ข้อเสียเปรียบของไทยในช่วงที่ผ่านมา คือการเชื่อมโยงการทำงานขององค์ประกอบเหล่านี้อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงทำให้ระบบนวัตกรรมของประเทศไม่มีความเข้มแข็ง ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ โดยปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศ ได้แก่ รูปแบบและกระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมในระดับมหภาคที่ขาดประสิทธิภาพ การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมและยั่งยืน การขาดข้อมูลในการวางแผนและการตัดสินใจ การมีเครื่องมือสนับสนุนทางการเงินที่ขาดประสิทธิภาพ" ดร.พันธุ์อาจ กล่าวในที่สุด
-- มันนี่ แอนด์ เวลธ์ ฉบับที่ 178 กุมภาพันธ์ 2561 --

Comment
Related