วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

ไทยเปิดบาน รับคณะงานสิทธิฯยูเอ็น ดูงานบรรษัทข้ามชาติ-องค์กรธุรกิจไทย

 15 เม.ย. 2561 06:00 น. | หมวดหมู่ สิทธิมนุษยชน
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เมื่อวันที่ 26 มีนาคมถึงวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับบรรษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจอื่นๆ ของสหประชาชาติ (Working Group on the issue of human rights and tranrnational corporations and other business enterprises - WG on BHR) ได้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐบาลไทย โดยในช่วงเวลาเพียง 10 วัน คณะผู้แทนยูเอ็นได้พบหารือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของไทยที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งยังเดินทางไปลงพื้นที่ใน จ.สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น และสมุทรสาคร
นายดันเต เปสเช รองประธานของคณะทำงานฯ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) แถลงภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนไทยว่า ระหว่างการเยือนได้มีการหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรประชาสังคมต่างๆ และตัวแทนของกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจ เช่น แรงงานข้ามชาติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมระดับชุมชน ผู้พิการ ผู้ค้าบริการทางเพศ
เรายินดีกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่ต้องการเป็นผู้นำในภูมิภาคในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และยินดีกับการที่รัฐบาลไทยเปิดกว้างให้คณะของเราได้มาพูดคุยถึงข้อท้าทายต่างๆ ในเรื่องสิทธิมนุษยชน และการแก้ไขแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่ทำเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งการทำแผนดังกล่าวต้องมีความโปร่งใสและให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม เรามีข้อเสนอและข้อสังเกตเบื้องต้นถึงมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลและภาคธุรกิจของไทยควรพัฒนาและปรับปรุงนโยบายและกลไกเพื่อที่จะหาทางบรรเทาและเยียวยาความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน โดยสอดคล้องกับหลักการชี้แนะสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน รวมถึงสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งเสริมโดยบริษัทและการลงทุนของไทยในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทั้งนี้ สำหรับรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะทำงานฯ ที่จะมีข้อเสนอแนะหลักๆ นั้น จะนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในเดือนมิถุนายนปีหน้า
ด้านนายเซอยา เดวา สมาชิกคณะทำงานฯ กล่าวว่า ภาคประชาสังคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สหภาพแรงงาน และผู้แทนชุมชนในไทยที่วิพากษ์วิจารณ์การถูกภาคเอกชนละเมิดสิทธิมนุษยชนยังถูกข่มขู่คุกคาม ถูกภาคเอกชนใช้กฎหมายฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปิดปาก ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ หรือมีการบังคับใช้คำสั่งของ คสช.ที่ห้ามจัดการชุมนุมประท้วงโดยสงบ เราจึงขอให้หยุดการกระทำเหล่านี้ รวมถึงต้องมีการคุ้มครองภาคประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากคดีหมิ่นประมาททางแพ่งและอาญาที่บริษัทยื่นฟ้องเพื่อปิดปาก ทั้งนี้ เราทราบว่ากระทรวงยุติธรรมของไทยกำลังพิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติในมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อแก้ปัญหาการใช้กฎหมายฟ้องปิดปากแบบนี้
จากการที่รัฐบาลไทยพยายามดำเนินการหลายอย่างเพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานบังคับในอุตสาหกรรมประมงนั้น เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้แนวทางดำเนินงานแบบเดียวกันต่อกรณีของแรงงานในธุรกิจอื่นๆ ด้วย เช่น การเกษตร พลังงาน การผลิต และการก่อสร้าง รวมถึงขอให้รัฐบาลส่งเสริมและอนุญาตให้จัดตั้งสหภาพแรงงานข้ามชาติ หลังจากที่รัฐบาลไทยให้สัตยาบันในอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และ 98 รวมถึงให้ความคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในไทย
นายเซอยาระบุด้วยว่า สังคมไทยยังตระหนักถึงเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศน้อย แม้ได้มีการออกพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศแล้ว รัฐบาลจึงควรรณรงค์เรื่องนี้ และควรมีกลไกรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิของผู้ที่ทำงานให้บริการทางเพศ แม้อาชีพนี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่ถูกกฎหมายของไทยก็ตาม สำหรับการที่รัฐบาลจัดทำโครงการขนาดใหญ่ต้องมีการปรึกษาหารือและให้ข้อมูลครบถ้วนแก่ชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ รวมถึงต้องมีการเยียวยาแก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย กรณีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลานั้น เราทราบว่ามีผู้คัดค้านถูกจับกุม 17 คน ซึ่งเราอยากให้ยุติการดำเนินคดีและปล่อยตัวคนเหล่านี้ เพื่อสร้างความปรองดองและความเข้าใจที่ดีกับชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว
ขณะที่ นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวถึงผลการเยือนไทยของคณะทำงานฯว่า จากการที่ฝ่ายไทยจัดให้คณะทำงานได้มีการหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรประชาสังคมต่างๆ รวมถึงชาวบ้านชุมชนและลงพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ นั้น คณะทำงานประทับใจที่ไทยมีเจตนารมณ์ทางการเมืองในระดับสูงมาก เพราะคณะไม่เคยเห็นผู้นำประเทศไหนท่องแนวปฏิบัติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น (ยูเอ็นจีพี) ได้ การหารือแลกเปลี่ยนทรรศนะระหว่างหน่วยงานไทยและภาคเอกชนเปิดกว้างมาก ไทยไม่ได้บอกเฉพาะด้านดีด้านเดียวแต่บอกถึงความท้าทายของไทยต่อคณะทำงานฯด้วย"ด้านอุตสาหกรรมภาคประมงไทย คณะทำงานฯชมว่าไทยมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เห็นความพยายามของรัฐบาลไทยอย่างมาก คณะทำงานฯประทับใจและดูจะชื่นชมอุตสาหกรรมทูน่าของไทย อยากจะเชิญไทยไปร่วมงานบิสซิเนส ฟอรั่ม ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ ปีในเดือนพฤศจิกายน ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ไปถ่ายทอดประสบการณ์ โดยในงานมีภาคธุรกิจมาร่วมงานราว 4,000-5,000 คน ทางคณะทำงานฯเห็นไทยเรามีโมเดล มีความตั้งใจ มีมาตรฐานจริยธรรม และสิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านการลงพื้นที่คุยกับชาวบ้าน"นางกาญจนากล่าว และว่า ส่วนหนึ่งในข้อเสนอแนะของคณะทำงานฯคือในประเด็นโสเภณี เพราะไทยไม่มีกฎหมายคุ้มครองอาชีพโสเภณี แต่ในทางปฏิบัติไทยมีบุคคลที่ทำอาชีพนี้อยู่ จึงเสนอว่าควรให้คนเหล่านี้ได้รับการคุ้มครอง
เมื่อถามว่าคณะทำงานฯจะมีการประเมินประเทศไทยโดยเทียบกับประเทศอื่นหรือไม่ นางกาญจนากล่าวว่า คณะทำงานฯจะไม่ทำแบบนั้นเพราะแต่ละประเทศมีบริบทและความท้าทายต่างกัน คณะทำงานฯชื่นชมที่ไทยเปิดกว้างทั้งที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของคณะทำงานฯ หลังจากเคยไปเยือนประเทศเปรู แคนาดา เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา
อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศย้ำว่า การเชิญคณะทำงานฯมาเยือนไทยไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แม้ในรัฐบาลประชาธิปไตยก็อาจไม่ได้เชิญ เพราะการจะเชิญต้องเตรียมรับฟังข้อคิดเห็น คำวิพากษ์วิจารณ์ จึงถือเป็นก้าวสำคัญ จากผลการเยือนถือว่าดีกว่าที่คาดหมาย
ทั้งนี้ ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในเอเชียที่รัฐบาลได้ริเริ่มจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนขึ้น ซึ่งก็ได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับร่างโครงสร้างแผนปฏิบัติการดังกล่าวของไทยด้วย โดยกระทรวงการต่างประเทศจะร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลและพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะทำงานต่อไป
การเปิดกว้างต้อนรับคณะทำงานฯ ดังกล่าวของไทยถือเป็นพัฒนาการที่ดีซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในทางบวก แม้ว่าการเยือนดังกล่าวอาจจะนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งข้อสังเกตใดๆ แต่หากมีความตั้งใจที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนแล้ว เราสามารถแปร ข้อสังเกตที่สมเหตุสมผลไปสู่การปฏิบัติ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของไทยในทุกมิติให้ดีขึ้นนั่นเอง
บรรยายใต้ภาพ
ขอนแก่น
สงขลา
เชียงใหม่
กาญจนา ภัทรโชค
สมุทรสาคร--จบ--
--มติชน ฉบับวันที่ 16 เม.ย. 2561 (กรอบบ่าย)--

Comment
Related