วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

คอลัมน์: เม็ดเงิน: เลื่อนสร้างโรงไฟฟ้าเทพา เปิดขุมทองโซลาร์เซลล์

 13 ก.พ. 2561 12:00 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

แสงไทย เค้าภูไท
มีข่าวดีสำหรับวงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เมื่อกระทรวงพลังงาน ชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและกระบี่ออกไป 3 ปีเพื่อศึกษาผลกระทบ เป็นระยะเวลาคร่อมปี 2020 ที่ทั่วอเมริกา-ยุโรปและภูมิภาคอื่นๆกำหนดเลิกใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมใดเหตุจากราคาโซลาร์เซลล์ต้นทุนถูกเสียจนวัตถุดิบอื่นๆต้องถอย
การเลื่อนกำหนดเวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพาจังหวัดสงขลาและโรงไฟฟ้ากระบี่ออกไป 3 ปี หากนับปีนี้เป็นหลัก ก็จตกปี 2563-64 หรือ ค.ศ.2020-2021 อันเป็นช่วงปีที่ประเทศโซนอเมริกาและยุโรป ตั้งโรดแมปไว้ว่าจะยุติการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินโดยสิ้นเชิง
เหตุที่ชาติตะวันตกตั้งธงเลิกใช้ถ่ายหินเป็นเชื้อเพลง (coal-red) นั้น เป็นผลจากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นมีมากพอจะแทนที่กระแสไฟฟ้าที่ผลิตแบบดั้งเดิมได้ทั้งหมด
นอกจากจะแทนที่ได้แล้ว ราคายังถูกกว่าด้วย เพราะต้นทุนผลิตถูกกว่ามาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์ที่รับแสงอาทิตย์แล้วแปลงพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า
ทั้งนี้ เพราะแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงทุกวัน เนื่องจากมีการพัฒนารุดหน้าตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผงโซลาร์เซลล์จากจีน จนถึงกับรัฐบาลสหรัฐสั่งขึ้นอัตราภาษีโซลาร์เซลล์จากจีนถึง 40% เช่นเดียวกับอินเดีย ที่ปกติค่าแรงถูกพอๆกับจีนอยู่แล้ว
จีนสามารถลผิตแผงโซลาร์เซลล์ได้ในราคาถูก และส่งออกไปตีตลาดโลกจนยับเยินไปทุกตลาด ยกเว้นไทยที่แม้จะล้นตลาดคลองถม สำเพ็ง บ้านหม้อ แต่เราไม่รู้ร้อนรู้หนาว เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพพอที่จะเป็นคู่แข่งกับใครในโลกในด้านนี้ได้
การที่แผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกลง แสงแดดได้ฟรี ต้นทุนรวมในการผลิตกระแสไฟฟ้าในจีนจึงอยู่ในกลุ่มถูกที่สุดในโลกคือเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่วัตต์ละ 0.3ดอลลาร์ ลดจากปีก่อนที่ตกวัตต์ละ 0.43 ดอลลาร์ โดยปีนี้คาดว่าจะลดลงอีกว่า 10%
เอกชนผู้ลผิตกระแสไฟฟ้าไทยที่ขายกระแสไฟฟ้าให้กฟผ.จึงต้องจับทิศทางและแนวโน้มด้านต่างๆรอบด้าน โดยเฉพาะด้านต้นทุนผลิต ด้านวัตกรรมใหม่ และด้านการเมือง
เฉพาะการเมืองนั้น ในอนาคตค่าความแปรปรวนมีสูงมากเนื่องจากการขยายโรดแมปเลื่อนกำหนดระยะเวลาเลือกตั้งออกไปจากเดิมถึง 3 เดือน
มีเสียงกระแนะกระแหนจากกองเชียร์ลุงตู่ว่าแค่ 3 เดือนเท่านั้น ถึงกับจะเป็นจะตายกันเชียวหรือ
พวกเขาคงไม่รู้ หรือรู้อยู่แก่ใจดีว่า ในแง่ของธุรกิจนั้นระยะเวลา 3 เดือนนั้น มีความหมายมากขนาดไหน
โดยเฉพาะ 3 เดือนสุดท้ายหรือไตรมาสสุดท้ายของปี ที่ภาครัฐบาลถือเป็นไตรมาสแรกของปีการเงินที่เริ่มตั้งแต่วันที่1ของเดือนตุลาคม
ตามโรดแมปที่เลื่อนเป็นครั้งที่ 3 (เลื่อนครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4) นั้น กำหนดเดิมคือ พฤศจิกายน 2561 ซึ่งผ่านเดือนแรกของปีงบประมาณหรือปีการเงินเพียง 1 เดือน เลือกตั้งกว่าจะแล้ว เสร็จ กว่าจะเปิดสภาฯ กว่าจะตั้งรัฐบาล น่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน คร่อมปีใหม่ 2562
ระยะเวลาอาจจะน้อยไปสำหรับรัฐบาลชุดนี้ในอันที่จะปกป้องดูแลการใช้จ่ายในโครงการที่ตนตั้งแท่นทิ้งทวนเอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามเป้าหมายได้
เมื่อได้ยืดเวลาออกไปอีก 3 เดือน ก็ดูจะทำอะไร ได้คล่องคอหน่อย สำหรับโครงการด้านพลังงานนั้นคงจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐเข้าไปจัดการควบคุมการบริหาร ปตท.ให้คำนึงถึงประโยชน์ของชาติมากกว่าคิดถึงแต่ผลทางธุรกิจ คือแสวงกำไรถ่ายเดียว
ช่วงรัฐประหารเสร็จใหม่ๆ คนใหญ่คนโตในกระทรวงกลาโหมออกมาพูดถึงความมั่นคงของชาติ มีการเอ่ยถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ตบท้ายด้วยคำปรารภว่า คงจะต้องรื้อฟื้นบริษัทน้ำมันสามทหารที่เคยขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมอีกครั้งกระมัง
เท่านั้นแหละ ปตท.ขยับปรับเปลี่ยนบอห์ดทันที สีเขียวพรึบไปทั้งบอร์ด
ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีใครพูดถึงน้ำมันสามทหารอีกเลย
ใช่แต่เท่านั้น รัฐวิสาหกิจ 16 แห่งต่างก็พากันเจริญรอยตาม ปตท.ไปหมด
คงต้องถือเป็น The Last Hula คือไชโยครั้งสุดท้ายของทหารที่เข้าไปแทรกเป็นยาดำอยู่ในบอร์ดปตท.
เพราะเมื่อถึงปี 2020 ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดลงจนน้ำมันและก๊าซแทบจะกลายเป็นฟืน
เนื่องจากพลังงานทดแทนอื่นๆ มาแทนที่ ที่เห็นชัดๆ ขณะนี้ก็คือพลังแสงอาทิตย์
รถยนต์ที่ใช้น้ำมันจะเปลี่ยนเป็นใช้กระแสไฟฟ้าทั้งหมดครัวเรือนจะผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองจากหลังคาบ้าน หลังคาอาคารดาดฟ้าตึก คอนโดฯ ฯลฯ
น้ำกินน้ำใช้ราคาถูกลงเพราะกลั่นจากน้ำทะเลด้วยกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซล และกังหัน ลม ฯลฯ
การไม่พึ่งพาพลังงานผลิตจากซากฟอสซิลเช่นน้ำมันจากแอ่งกินเชล (shale oil) ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างใหญ่หลวง จนประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาขอร้องให้อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงดั้งเดิมมากขึ้น
แต่บรรดาผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าคู่สัญญา (cogenerators) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงอุตสาหกรรมหนักระดับตำนานเช่น Dow Chemical, U.S. Steel Corp.,Koch Industries ฯลฯ ต่างพากันต่อต้านคำสั่งของ FERC
สำหรับบ้านเรา การขายกระแสไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพื่อนำเข้าสู่ระบบจ่ายไปสู่ผู้บริโภคนั้น แม้จะเป็นนโยบายรัฐทว่ากลับดูมีเงื่อนงำลึกลับซับซ้อนพิกล
ดูคล้ายกับว่า ไม่อยากลดการใช้เชื้อเพลิงรุ่นเก่าที่เป็ฯตัวก่อมลภาวะและมีต้นทุนผลิตสูง
ปัจจุบันนี้ ไทยมีการผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนเกินอยู่ถึง 12,544.45 เมกะวัตต์ต่อวัน หรือ 29% ของกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมด 42,163.25 เมกะวัตต์ต่อวัน ขณะที่ปริมาณการใช้ไฟฟ้ามีแค่ 29,618.80 เมกะวัตต์ต่อวัน
จึงใช้เป็นข้ออ้างในการจำกัดปริมาณรับซื้อจากเอกชนแต่กระนั้น บางพื้นที่กลับขาดแคลนกระแสไฟฟ้า อย่างเช่นภาคใต้ตอนบน อันเป็นเหตุผลที่ใช้อ้างถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่เทพาและที่กระบี่ ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง (coal-red)
ใช้แต่เท่านั้ นยังซื้อจากเพื่อนบ้านเกือบจะรอบด้านยกเว้นกัมพูชา ถึงวันละ 3,877.6 เมกะวัตต์ต่อวัน
โดยภาคใต้ ซื้อจากมาเลเซียวันละ 300 เมกะวัตต์ซื้อจากลาว วันละ 2,104.60 เมกะวัตต์และจากเมียนมา 1,473.0 เมกะวัตต์
ส่วนที่ซื้อจากเอกชนไทย 12 โรง ปริมาณ 7,266.02 เมกะวัตต์ต่อวัน
ควรจะเพิ่มการซื้อจากเอกชนไทยมากขึ้น โดยลดปริมาณซื้อจากเพื่อนบ้านลงเมื่อหมดสัญญา แล้วนำส่วนที่ลดลงนั้นมาแจกผู้ผลิตไทย
ทำได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า วันนี้ประเทศไทยยังมีสภาพเป็นกะลาแลนด์แดนนาฬิกาหรูอยู่--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 - 18 ก.พ. 2561--

Comment
Related