นายกฯสั่ง9หน่วยงานช่วยเหลือ-กรมชลฯขอ100ตันซ่อมถนน เร่งระดมใช้ยาง2.2หมื่นตัน

 16 ก.ค. 2560 08:00 น. | อ่าน 3
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

กยท.มั่นใจใช้ยาง 2.2 หมื่นตันตามเป้า แจงกองทุน 1.2 พันล้าน พร้อมเข้าซื้อ

นายกฯเร่งรัด 9 หน่วยงานเบิกจ่ายงบประมาณรับซื้อยางพารา 2.2 หมื่นตัน หวังกระตุ้นราคาภายในประเทศ กรมชลฯประเดิมรับมอบ 100 ตันซ่อมแซมถนน กยท.มั่นใจหน่วยงานภาครัฐใช้ยางครบตามเป้า เผยปีงบประมาณ2561 แต่ละหน่วยตั้งงบฯปกติเพิ่มปริมาณรับซื้อ ระบุกองทุนรักษาเสถียรภาพ ราคายาง 1.2 พันล้าน พร้อมเข้าซื้อทันทีที่ราคาลงผิดปกติ ชี้แนวโน้มน่าพอใจราคายางขยับขึ้นช้าๆ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าจากวันนี้ถึงสิ้นเดือนก.ย.2560 มีหน่วยงานของรัฐ 9 หน่วยงาน ยื่นความจำนงที่จะใช้ยางพาราในภารกิจของตนเอง คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลาโหม คมนาคม ศึกษาธิการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข มหาดไทย ท่องเที่ยวและกีฬา และกรุงเทพมหานคร (กทม.) แบ่งเป็นปริมาณน้ำยางข้น 22,321.54 ตัน และยางแห้ง 2,952.66 ตัน คิดเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 16,925,626,588.57 บาท

"นายกฯ ได้เร่งรัดทั้ง 9 หน่วยงาน ให้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นการรับซื้อยางใช้ภายในประเทศจากเกษตรกรให้ได้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2560 โดยเฉพาะหน่วยงานที่ได้ตั้งงบปกติไว้แล้วและหน่วยงานที่จะใช้งบเหลือจ่าย ส่วนบางหน่วยงานที่จะขอเบิกจากงบกลางให้ประสานไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2561"

ทั้งนี้ รายการผลิตภัณฑ์ยางที่แต่ละหน่วยงานจะนำไปใช้มีทั้งสิ้น 23 รายการ เช่น ถุงฝายยาง แผ่นรองคอสะพาน ท่อดูดน้ำและส่งน้ำ แผ่นยางกันซึม ยางคั่นรอยต่อพื้นคอนกรีต แผ่นยางปูคอกปศุสัตว์ ยางปูสนามฟุตซอล รองเท้าบู๊ทยาง ถุงมือยาง เป็นต้น โดยขณะนี้กรมชลประทานได้นำร่องรับมอบยางจากการยางแห่งประเทศไทยแล้ว จำนวน 100 ตัน เพื่อใช้เป็นวัสดุซ่อมแซมถนนลาดยางที่อยู่ในความดูแลราว 3,000 กม.

นายกฯจี้เดินหน้าจัดตั้งกองทุนฯ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ติดตามความคืบหน้าของการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ที่การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จะร่วมกับผู้ประกอบการส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศ 5 บริษัทลงทุนร่วมกัน องค์กรละ 200 ล้านบาท เข้าซื้อยางในตลาด โดยกำชับให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะถือเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการที่จะช่วยให้ราคายางกลับสู่ดุลยภาพได้เร็วขึ้น และส่งผลดีต่อราคายางในอนาคต

"นายกฯ เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดยยืนยันว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพื่อลดอุปสรรคด้านกฎหมายในการบังคับให้ใช้ยางภายในประเทศ เพราะทุกอย่างกำลังได้รับการแก้ไขและมีความคืบหน้าเป็นลำดับแล้ว"

มั่นใจใช้ยางตามเป้า2.2หมื่นตัน

นายธีธัช สุดสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ภายในปีนี้คาดว่า 9 หน่วยงานจะสามารถนำยางไปใช้ได้ตามที่ต้องการ คือ 2.2 หมื่นตัน และในปี2561 หน่วยงานภาครัฐทั้งหมดพร้อมจะจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อยาง ซึ่งเป็นแนวทางดึงปริมาณยางออกจากตลาด และหวังว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้น แต่เป็นมาตรการแก้ไขปัญหายางระยะสั้นเท่านั้น หากทุกฝ่ายต้องการให้ราคายางมีเสถียรภาพจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบ

ทั้งนี้ หน่วยงานที่พร้อมรับซื้อยางทันทีคือกรมชลประทาน 100 ตัน และขั้นตอนต่อไป กยท.จะประสานกับหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ เพื่อเร่งดำเนินการภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ คาดว่างบประมาณจะมาจากงบปกติที่ตั้งไว้ งบเหลือจ่าย และงบกลาง ทั้งหมดต้องทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

กองทุนฯ1.2พันล้านพร้อมช่วย

เบื้องต้นได้ตัวเลขปริมาณการใช้ยางจาก 5 หน่วยงานแล้ว ได้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลาโหม คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติฯ และกทม. รวมประมาณ 10,697.082 ตัน แต่ในปี 2561 จะมีการเพิ่มปริมาณการใช้ยางโดยใช้จากงบประมาณปกติของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีการทบทวนโครงการและจะส่งเรื่องนำเสนอกลับมาภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับการเข้าซื้อยางพาราของกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง 1,200 ล้านบาท มีความพร้อมจะเข้าซื้อแล้ว ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้จับตาดูราคายางในตลาดพบว่าสถานการณ์ปรับเพิ่มขึ้น ประมาณกิโลกรัมละ 30 สตางค์ จึงยังไม่มีการเข้าซื้อ ซึ่งจะพิจารณาวันต่อวัน ในขณะที่การปรับเพิ่มขึ้นของราคาเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้คือเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะการขึ้นแรงจะทำให้ราคาลดลงแรงเช่นกัน

แนะปรับคุณภาพ-เพิ่มแปรรูป

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาราคายางอย่างยั่งยืน ต้องพิจารณาจากภาพรวม แทนการมองราคาวันต่อวันอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ราคาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปีนี้ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดยังสมดุลกับความต้องการใช้ของตลาดโลกคือ 1 ล้านตันต่อเดือน แต่ในบางเดือนที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเกินกว่านี้ซึ่งควบคุมได้ยากจะส่งผลให้ราคาช่วงนั้นปรับลดลง

ขณะเดียวกันจะเห็นว่าผู้ประกอบการที่รับซื้อยางไม่เคยออกมาตำหนิในเรื่องราคายางไม่ว่าจะถูกหรือแพง เพราะมีความจำเป็นต้องใช้ ดังนั้นเพื่อลดความผันผวนของราคายาง ชาวสวนต้องควบคุมคุณภาพ เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบเป็นการแปรรูปเพื่อลดการกดราคาในแต่ละวัน ทั้งหมดนี้กทย.อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งจะเป็นผลในระยะยาว

"ผมย้ำเสมอว่าแนวโน้มราคายางยังดีอยู่ แต่วันนี้เมื่อทุกฝ่ายมีปัญหาต่อราคาที่ลดลงก็จำเป็นต้องแก้ไขในระยะสั้น ซึ่งมาตรการที่รัฐบาลสั่งลงไป ทั้งการรับซื้อในตลาด วงเงิน 1,200 ล้านบาท และสนับสนุนให้ หน่วยงานภาครัฐนำยางไปใช้นั้นเป็นการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ในระยะยาวต้องช่วยกันทุกฝ่ายอย่างบูรณาการ"

กรมชลฯวิจัยเพิ่มการใช้ยางพารา

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานมีถนนอยู่ในความดูแลประมาณ 7,000 กม. เป็นถนนลาดยาง 3,074 กม. และได้ถ่ายโอนให้กรมทางหลวงชนบทท้องถิ่นไว้ประมาณ 4,000 กม. ในส่วนของถนนลาดยาง หากชำรุดจะต้องมีการซ่อมแซมโดยจะนำยางพาราในโครงการที่ กยท.ดำเนินการรวบรวมไว้ไปใช้

ส่วนอีกถนน คือทางลูกรัง ประมาณ 1,800 กม. ซึ่งกรมชลประทานกำลังทำการศึกษาวิจัยอยู่ที่จ.อุบลราชธานี คาดว่าจะทราบผลการวิจัยเดือนต.ค.นี้ หากจะนำผลการวิจัยไปขยายผล โดยการเอาดินลูกรังที่ผสมปูนซีเมนต์และน้ำยางข้นบดอัดลงไป ซึ่งใช้น้ำยางพาราประมาณกิโลเมตรละ 18 ตัน จะเป็นการช่วยเกษตรกรชาวสวนยางได้ โดยเบื้องต้นจะรับมอบยางจาก กยท. ประมาณ 100 ตัน

ราคาน้ำมันส่งผลยางกระเตื้อง

สำหรับราคายางพารา เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ประเภทยางแผ่นดิบ อยู่ที่กก.ละ 50.59 บาทปรับตัวสูงขึ้น 0.44 บาทต่อกก. และยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 อยู่ที่กก.ละ 52.81 บาท เพิ่มขึ้น 0.31 บาทต่อกก. เมื่อเทียบกับวันที่ 13 ก.ค. เป็นทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียว โดยมีปัจจัยบวกมาจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน และความกังวลเกี่ยวกับอุปทานยาง หลังจากหลายพื้นที่ปลูกยางของไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้น

ประกอบกับนักลงทุนขานรับการแถลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เน้นย้ำว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม เงินเยนและเงินบาทที่ผันผวนและมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ยังเป็นปัจจัยกดดันราคายางได้ในระดับหนึ่ง--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Comment
Related