ประวัติศาสตร์อิสลามยุคใหม่

 17 ก.ค. 2560 12:31 น. | อ่าน 270
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      มีผู้รู้มากมายหลายท่าน ได้กล่าวไว้ว่า “หากเราต้องการเข้าใจความเป็นไปในปัจจุบันของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่ง เราจำเป็นจะต้องศึกษาความเป็นมาเป็นไป หรือประวัติศาสตร์ของสิ่งนั้น หรือเหตุการณ์นั้น”
      ในทำนองเดียวกัน หากเราต้องการเข้าใจ “ความเป็นอิสลามในปัจจุบัน หรือ อิสลามยุคใหม่” เรามีความจำเป็นจะต้องเข้าใจ “ความเป็นมาเป็นไปของอิสลาม หรือ ประวัติศาสตร์ของอิสลามที่เกิดขึ้นในอดีต” เสียก่อน
อาณาจักรออตโตมาน ยุคเรืองรองของโลกอิสลาม

      ในช่วงศตวรรษที่15 เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์อิสลามยุคใหม่ นั่นคือ เหตุการณ์ที่อาณาจักรออตโตมาน ยึดครองเมืองคอนแสตนติโนเบิล ซึ่งเป็นเมืองสำคัญยิ่งในยุคไบแซนไทน์ หรือ อาณาจักรโรมัน การยึดครองดังกล่าวนำโดยสุลต่าน Mehmet al – Fatih ในปีคริสต์ศักราช 1453 ภายหลังจากถูก
ยึดครอง และอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมาน ในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 จนถึงช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ศาสนาอิสลาม ถูกยกให้เป็นศาสนาหลัก หรือ เป็นทางการของอาณาจักรออตโตมาน
การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก

      ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาติตะวันตก โดยเฉพาะชนชาติในยุโรป ได้เริ่มแพร่ขยายอำนาจด้วยการล่า อาณานิคม ส่งผลให้ความเป็นปึกแผ่นของอาณาจักรออตโตมาน เริ่มถูกท้าทายโดยชาติตะวันตก ดังนั้นอาณาจักรออตโตมาน จึงต้องปรับกลยุทธ์ในการรับมือกับความท้าทายของชาติตะวันตก ด้วยการปรับจากความเป็น “ออตโตมาน” ไปสู่การเป็น “รัฐแทนซิแมท (Tanzimat) ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การสร้างความทันสมัยให้กับกองทัพ, ภาคอุตสาหกรรม และระบบเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “ความเป็นชนชาติตุรกี” ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือว่า เป็นความท้าทายที่น่าเกรงขามต่อการสร้าง “รากฐานของอิสลามของสาธารณรัฐตุรกี” ที่ก่อตั้งโดย Kemal Ataturk ในปีคริสต์ศักราช 1924
แนวความคิดสำคัญแห่งโลกมุสลิมในช่วงทศวรรษที่ 19

      เพื่อรับมือกับยุทธศาสตร์การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก อาทิเช่น ฮอลแลนด์ที่เข้าควบคุมอินโดนีเซีย อังกฤษที่ควบคุมอินเดีย และฝรั่งเศส ที่เริ่มขยายการล่าอาณานิคมสู่อาฟริกาเหนือ และตะวันตก ในช่วงทศวรรษที่ 19 นอกจากนั้นยังเกิดสภาวะ “ความถดถอยในจิตวิญญาณแห่งอิสลาม” ดังนั้นจึงเกิดประเด็นความคิดสำคัญที่ถูกนำเสนอต่อโลกมุสลิม นั่นคือ แนวความคิดชาตินิยม (Nationalism) เพื่อรับมือกับการล่าอาณานิคม และการถดถอยทางด้านจิตวิญญาณ
      นอกเหนือจากแนวคิดชาตินิยมแล้ว ยังเกิดแนวคิดในการปฏิรูปอิสลาม (Islamic Reform) อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อปฏิรูปวัฒนธรรมมุสลิม และสถาบันทางศาสนา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ภายใต้อิทธิพลของการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก แนวคิดสำคัญ ซึ่งถูกนำไปสู่ความเป็นจริง ก็คือ การเกิดขึ้นของรัฐอิสลามยุคใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับเอกราชจากฮอลแลนด์ ในปีคริสต์ศักราช 1945 และประเทศปากีสถาน ในปีคริสต์ศักราช 1947
จากทศวรรษที่ 19 นำไปสู่การเคลื่อนไหวในทศวรรษที่ 20
      แนวคิดการปฏิรูปอิสลาม ในยุคทศวรรษที่ 19 นั้น ได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวสำคัญในศตวรรษที่ 20 ยกตัวอย่างเช่น
- ประเทศอินโดนีเซีย: การเคลื่อนไหวขององค์กร Muhammadiyyah Organization และ Nahdatul Ulama ในช่วงต้นทศวรรษที่ 20
- ประเทศอียิปต์: การเคลื่อนไหวขององค์กร Egyptian Muslim Brotherhood ในปีคริสต์ศักราช 1928 ซึ่งในที่สุดได้กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอาหรับ
- ประเทศอินเดีย: Allama Mawdudi ก่อตั้ง Jama’at al-Islami ในปีคริสต์ศักราช 1942 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญยิ่งของอิสลาม ในเอเซียใต้

      โดยปกติแล้วองค์กรเหล่านี้ จะเน้นดำเนินการสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูปด้วยการให้การศึกษาเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สืบเนื่องจากแรงกดดันจากโลกภายนอกที่มีต่อสังคมอิสลาม ส่งผลให้เกิดการต่อต้าน แนวความคิด และวัฒนธรรมในบางเรื่องจากชาติตะวันตก และต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นสังคมอิสลามแบบเต็มรูปแบบ ตามแนวทางปฏิบัติ Shari’ah
การศึกษา และวิทยาศาสตร์ในโลกอิสลาม

      เพื่อนำไปสู่หนทางการมีชีวิตที่ประสบกับความสำเร็จ และความสุขในโลกยุคใหม่, มีอิสรเสรีภาพ, และสอดคล้องกับวิถีและหลักของอิสลาม ส่งผลให้ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ จะให้ความสำคัญมากกับการให้การศึกษาและวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของโลกตะวันตก ส่งผลให้ในช่วงศตวรรษที่ 19 ประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศ เช่น อียิปต์, ตุรกี และเปอร์เซีย ได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาระดับสูงต่างๆ ขึ้นมา และต่อมาก็ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางในประเทศมุสลิม อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีแนวความคิด และการรับรู้ว่า ระบบการศึกษาที่ทันสมัยต้องสอดคล้องกับวิถีของอิสลาม โดยในปัจจุบันกระบวนการในการหลอมรวมการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติตะวันตกให้เข้ากับวิถีอิสลามได้อย่างลงตัวก็ยังคงดำเนินการอยู่ และยังคงเป็นคำถามที่ยังต้องหาคำตอบต่อไป
      ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีชาวมุสลิมบางกลุ่ม ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่เน้นในเรื่องชาตินิยม และมีแนวคิดที่สุดโต่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว พี่น้องชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งพักอาศัยครอบคลุมตั้งแต่ฝั่งแอตแลนติก จนถึง ฝั่งแปซิฟิค เป็นชาวมุสลิมที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของตนเอง และเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และเรียบง่าย บนพื้นฐานของการเรียนรู้ การสอนแบบอิสลาม ต่อต้านการใช้ความรุนแรง อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งทั้งปวง แต่เน้นการเสริมสร้างความเข้าใจ และความสมานฉันท์อันดี ระหว่างคนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ ทั้งนี้ เป้าหมายสุดท้าย คือ การสร้างชีวิตที่ดีให้กับมวลมนุษยชาติทั้งปวง

Comment
Related