สรุปสถานการณ์ 3 จชต. ๑๙- ๒๔ ก.พ. ๖๐

 27 ก.พ. 2560 10:08 น. | อ่าน 990
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+
PDF DOWNLOAD

  1. บทสรุปผู้บริหาร
          
    ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ข่าวเชิงบวกมีความถี่ลดลง ร้อยละ ๔๓ เมื่อเทียบสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) ในส่วนของข่าวเชิงลบมีความถี่ลดลงร้อยละ ๒๗ เมื่อเทียบสัปดาห์ที่แล้ว  (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐)
          ในสัปดาห์นี้ ประเด็นที่ส่งผลกระทบเชิงลบ คือ ประเด็นเหตุร้ายรายวัน (คนร้ายลอบวางระเบิดอาสาสมัครฯ ทำบาดเจ็บ ๔ ราย)
          ในส่วนของประเด็นเชิงบวก คือ ประเด็น รปภ.ชีวิต/ทรัพย์สิน (ได้แก่ ๑) จนท.คุมเข้มเบตงเมืองต้นแบบ หลังพบแผนทำลายระบบเศรษฐกิจ, และ ๒) มทภ.๔ ชูนโนบายใหม่ให้ผู้เห็นต่างต่อสายตรง), ประเด็นการช่วยเหลือประชาชน (บิ๊กอาร์ท (มทภ.๔) กำชับกำลังพลเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน ปชช.หลังน้ำท่วมใต้), ประเด็นความร่วมมือของภาคประชาชน (“บอกรักด้วยหนังสือ” ปี ๔ น้ำใจสู่ชาวใต้), ประเด็นการยกระดับคุณภาพชีวิต (ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯเยี่ยมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่, ประเด็นการศึกษา (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรกิจกรรมของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลสาธิต มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี), ประเด็นกีฬา (ปัตตานี ชน นนท์ ฉะเชิงเทรา รับ ยะลา ประกบคู่ โตโยต้า ลีกคัพ รอบคัดเลือก), ประเด็นอาชญากรรมในพื้นที่ (จับแล้ว ๒ ทีมฆ่านายก อบต. ดาหน้าถล่มโหดกลางสี่แยกที่ยะหริ่ง), ประเด็นยาเสพติด (โครงการจัดตั้งชุมชนปลอดยาเสพติด), ประเด็นการสร้างความเข้าใจและสมานฉันท์ (เปิดใจ นาง รอมือเลาะ หะยีเด นักสังคมดีเด่นปี ๕๙ ความสุขที่ได้เห็นคนพ้นทุกข์), และประเด็นเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ (งานแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีแดนใต้)
          จากแนวโน้มดังที่กล่าว ทำให้ระดับผลกระทบต่อการรับรู้เชิงบวก (Positive Awareness Level) ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มลดลง ร้อยละ ๒๓ เมื่อเทียบสัปดาห์ที่แล้ว   (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) ส่งผลให้ภาพลักษณ์เชิงบวกของสถานการณ์ ๓ จชต. ในสัปดาห์นี้ ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐)  เล็กน้อย

    ประเด็นสำคัญจากสื่อมวลชนต่างประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ สรุปได้ดังนี้
          ความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นที่สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมากที่สุด โดยพบว่ารายงานทุกชิ้นมีเนื้อหาเชิงบวกอ้างคำให้สัมภาษณ์โฆษกกลุ่มมาราปาตานี (Party B) และฝ่ายรัฐบาลไทยคือพลเอกอักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข และพลตรีสิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยสันติสุข ยืนยันว่า คณะพูดคุยสันติสุขจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาสร้างพื้นที่ปลอดภัย วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ นี้ ที่กรุงกัวลัมเปอร์ ภายหลังคณะทำงานด้านเทคนิคร่วมได้ให้ความเห็นชอบในกรอบแนวทางการการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งสื่อต่างประเทศประเมินว่าเป็นความสำเร็จครั้งที่ ๑ ของกระบวนการพูดคุยสันติสุข (first breakthrough)
          ประเด็นความคืบหน้าของการดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชน ๓ คน ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๘ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑) หลังเผยแพร่รายงาน “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้” ในต้นปี ๒๕๕๙ ซึ่งตำรวจได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนเรียกร้องให้อัยการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดี และอ้างว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไม่มีสิทธิในการฟ้อง เนื่องจากเจตนาของกฎหมายหมิ่นประมาทต้องการปกป้องสิทธิของบุคคล ไม่ใช่ กอ.รมน. ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเด็นที่สื่อมาเลเซียให้ความสำคัญนอกจากประเด็นการพูดคุยสันติสุขแล้ว ก็เป็นประเด็นการปราบปรามจับกุมยาเสพติดซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาตำรวจมาเลเซียและตำรวจไทยได้ประสานงานทางด้านข่าวกรองจนนำไปสู่การจับกุมนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้ที่รัฐเปอร์ลิสและเคดาห์ นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อมวลชนมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต.ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติสุขที่จะจัดขึ้นที่กรุงกัวลัมเปอร์ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ นี้

    ๒. ผลการวิเคราะห์สารสนเทศด้านการประชาสัมพันธ์ ประจำวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐
          ๒.๑ เปรียบเทียบแนวโน้มความถี่ การนำเสนอประเด็นข่าวเชิงบวก และประเด็นข่าวเชิงลบ

          ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ข่าวเชิงบวก (เส้นทึบสีเขียว) มีแนวโน้มความถี่ลดลง (y = -4.93ln(x) + 22.3) เฉลี่ยลดลงร้อยละ ๔๓ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) ในส่วนของข่าวเชิงลบ ที่เกี่ยวข้อง จชต. (เส้นทึบสีแดง) มีแนวโน้มความถี่ลดลง (y = -1.43ln(x) + 5.7866) เฉลี่ยลดลงร้อยละ ๒๗ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐)

          ๒.๒ ค่าสัดส่วนระหว่างข่าวเชิงบวก และข่าวเชิงลบ
          เมื่อนำจำนวนข่าวเชิงบวก และจำนวนข่าวเชิงลบ ในแต่ละวันมาคำนวณหาค่าสัดส่วน ระหว่างข่าวเชิงบวกกับข่าวเชิงลบ พบว่าในแต่ละวันจะมีค่าสัดส่วนฯ ดังแสดงในตารางด้านล่าง

    วัน/เดือน/ปี

    จำนวนข่าวเชิงบวก (1)

    จำนวนข่าวเชิงลบ (2)

     ค่าสัดส่วน (3)=(1)/(2)

    2017-02-11

    18

    6

     3.00

    2017-02-12

    22

    6

     3.67

    2017-02-13

    18

    2

     9.00

    2017-02-14

    23

    2

     11.50

    2017-02-15

    10

    4

     2.50

    2017-02-16

    17

    1

     17.00

    2017-02-17

    12

    5

     2.40

    ค่าสัดส่วนเฉลี่ย

     7.01

    2017-02-18

    5

    7

     0.71

    2017-02-19

    14

    3

     4.67

    2017-02-20

    5

    5

     1.00

    2017-02-21

    7

    1

     7.00

    2017-02-22

    19

    1

     19.00

    2017-02-23

    15

    1

     15.00

    2017-02-24

    3

    1

     3.00

    ค่าสัดส่วนเฉลี่ย

     7.20

    หมายเหตุ: ยิ่งค่าสัดส่วนระหว่างจำนวนข่าวเชิงบวก กับจำนวนข่าวเชิงลบ (3) มีค่าสูง ก็จะมีผลทำให้ระดับผลกระทบต่อการรับรู้เชิงบวก (Positive Awareness Level) มีระดับสูงตามไปด้วย ในทำนองตรงกันข้าม หากค่าสัดส่วนฯ มีค่าต่ำ ก็จะมีผลทำให้ระดับผลกระทบเชิงบวก (Positive Awareness Level) จะมีระดับต่ำตามลงไปด้วย

    ๓. แนวโน้มในประเด็นที่เพ่งเล็ง ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐
          ๓.๑ ประเด็นการพูดคุยเพื่อสันติสุข

          ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ไม่มีข่าวเชิงบวกในประเด็นการพูดคุยเพื่อสันติสุข (ในสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) มี ๑ ข่าว) ในส่วนของข่าวเชิงลบฯ ไม่ปรากฎข่าวเชิงลบมา ๓ สัปดาห์แล้ว (๔ – ๒๔ ก.พ.๖๐)

          ๓.๒ ประเด็นเหตุร้ายรายวัน

          ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ข่าวในประเด็นเหตุร้ายรายวันมีแนวโน้มลดลง (y = -1.912ln(x) + 4.7266) เฉลี่ยลดลงร้อยละ ๙๔ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) ภาพข่าวในประเด็นเหตุร้ายรายวัน ได้แก่ คนร้ายลอบวางระเบิดอาสาสมัครฯ ทำบาดเจ็บ ๔ ราย เป็นต้น

          ๓.๓ ประเด็นการเมือง

          ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ข่าวเชิงบวกในประเด็นการเมืองเกี่ยวกับ จชต. มีแนวโน้มความถี่เพิ่มขึ้น (y = 0.575ln(x) - 0.2489) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๕๐ ในส่วนของข่าวเชิงลบในประเด็นการเมืองเกี่ยวกับ จชต. มีแนวโน้มความถี่เพิ่มขึ้น (y = 0.897ln(x) - 0.3997) กล่าวคือในสัปดาห์ที่แล้ว (๔ – ๑๐ ก.พ.๖๐) มีข่าวเชิงลบจำนวน ๑ ข่าว แต่ในสัปดาห์นี้มีภาพข่าวเชิงลบจำนวน ๑๖ ข่าว ภาพข่าวเชิงบวกในประเด็นการเมืองฯ ได้แก่ บิ๊กป้อมลั่นรัฐบาลจะทำให้ชายแดนใต้เป็นดินแดนศิวิไลซ์ เป็นต้น ภาพข่าวเชิงลบ ได้แก่ หิ้วหม่อมโจ้ – ๔ แกนนำต้านโรงไฟฟ้าส่อบาน ตร.คุมตัวซัก-ส่งมทบ.๑๑ รวบอีก ๑๒ แนวร่วม เป็นต้น

          ๓.๔ ประเด็นการรักษาความปลอดภัยในชีวิต/ทรัพย์สิน

          ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ข่าวเชิงบวกในประเด็น รปภ.ในชีวิต/ทรัพย์สิน มีแนวโน้มความถี่ลดลง (y = -0.996ln(x) + 3.1484) เฉลี่ยลดลงร้อยละ ๕๔ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) ในส่วนของข่าวเชิงลบในประเด็น รปภ.ฯ มีแนวโน้มต่ำค่อนข้างคงที่ และไม่มีข่าวเชิงลบในสัปดาห์นี้ ภาพข่าวเชิงบวกในประเด็น รปภ.ฯ ได้แก่ ๑) จนท.คุมเข้มเบตงเมืองต้นแบบ หลังพบแผนทำลายระบบเศรษฐกิจ, และ ๒) มทภ.๔ ชูนโนบายใหม่ให้ผู้เห็นต่างต่อสายตรง เป็นต้น

          ๓.๕ ประเด็นเศรษฐกิจและการสร้างรายได้

          ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ข่าวเชิงบวก ในประเด็นเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ มีแนวโน้มความถี่ลดลง (y = -0.627ln(x) + 2.3432) เฉลี่ยลดลงร้อยละ ๖๙ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) ในส่วนของข่าวเชิงลบ ไม่มีข่าวเชิงลบในประเด็นเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ ภาพข่าวเชิงบวก ได้แก่ งานแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีแดนใต้ เป็นต้น

          ๓.๖ ประเด็นสิทธิมนุษยชน
                ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ไม่มีข่าวเชิงลบ ในประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับ จชต.
          ๓.๗ ประเด็นการบำรุงขวัญกำลังพล
                ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ไม่มีข่าวเชิงลบ ในประเด็นการบำรุงขวัญกำลังพล ที่เกี่ยวข้องกับ จชต.
          ๓.๘ ประเด็นเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหา จชต.
                ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ไม่มีข่าวเชิงลบ ในประเด็นเทคโนโลยีการแก้ไขปัญหา จชต.
          ๓.๙ ประเด็นการบังคับใช้กฎหมาย
                ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ไม่มีข่าวเชิงลบ ในประเด็นการบังคับใช้กฏหมาย

    ๔. ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้สูง และแนวโน้มระดับผลกระทบต่อการรับรู้เชิงบวก
          ๔.๑ ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้สูง

          ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ ประเด็นที่ส่งผลกระทบเชิงลบ มี ๑ ประเด็น คือ ประเด็นเหตุร้ายรายวัน ได้แก่ คนร้ายลอบวางระเบิดอาสาสมัครฯ ทำบาดเจ็บ ๔ ราย
          ในส่วนของประเด็นเชิงบวก สรุปได้ดังนี้
    1.  ประเด็น รปภ.ชีวิต/ทรัพย์สิน ได้แก่ ๑) จนท.คุมเข้มเบตงเมืองต้นแบบ หลังพบแผนทำลายระบบเศรษฐกิจ, และ ๒) มทภ.๔ ชูนโนบายใหม่ให้ผู้เห็นต่างต่อสายตรง เป็นต้น
    2.  ประเด็นการช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ บิ๊กอาร์ท (มทภ.๔) กำชับกำลังพลเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน ปชช.หลังน้ำท่วมใต้
    3. 
     ประเด็นความร่วมมือของภาคประชาชน ได้แก่ “บอกรักด้วยหนังสือ” ปี ๔ น้ำใจสู่ชาวใต้
    4. 
     ประเด็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ได้แก่ บริหารกระทรวงเกษตรฯเยี่ยมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่
    5. 
     ประเด็นการศึกษา ได้แก่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรกิจกรรมของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลสาธิต มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
    6. 
     ประเด็นกีฬา ได้แก่ ปัตตานี ชน นนท์ ฉะเชิงเทรา รับ ยะลา ประกบคู่ โตโยต้า ลีกคัพ รอบคัดเลือก
    7. 
     ประเด็นอาชญากรรมในพื้นที่ ได้แก่ จับแล้ว ๒ ทีมฆ่านายก อบต. ดาหน้าถล่มโหดกลางสี่แยกที่ยะหริ่ง
    8. 
     ประเด็นยาเสพติด ได้แก่ โครงการจัดตั้งชุมชนปลอดยาเสพติด
    9. 
     ประเด็นการสร้างความเข้าใจและสมานฉันท์ ได้แก่ เปิดใจ นาง รอมือเลาะ หะยีเด นักสังคมดีเด่นปี ๕๙ ความสุขที่ได้เห็นคนพ้นทุกข์
    10. 
     ประเด็นเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ ได้แก่ งานแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีแดนใต้

          ๔.๒ แนวโน้มระดับผลกระทบต่อการรับรู้ (Awareness Level: AI)

          จากจำนวนข่าวเชิงบวกและข่าวเชิงลบ ซึ่งก่อให้เกิดค่าสัดส่วน และค่าระดับผลกระทบการรับรู้ ที่แตกต่างกันในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่ส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ในระดับสูง นำไปสู่การเกิดขึ้นของแนวโน้มระดับผลกระทบการรับรู้ ของผู้รับข่าวสาร ให้เป็นไปตามแนวโน้มดังกล่าว  โดยในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐ พบว่า แนวโน้มระดับผลกระทบต่อการรับรู้เชิงบวก (Positive Awareness Level) ในภาพรวม มีแนวโน้มลดลง  (y = -0.052ln(x) + 1.8922) เฉลี่ยลดลงร้อยละ ๒๓ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว (๑๑ – ๑๘ ก.พ.๖๐) จากระดับผลกระทบดังกล่าว ส่งผลให้ภาพลักษณ์เชิงบวกของสถานการณ์ ๓ จชต. ในสัปดาห์นี้ ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วเพียงเล็กน้อย

    ๕. ประเด็นสำคัญจากสื่อมวลชนต่างประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๔ ก.พ.๖๐
         
    ความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นที่สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมากที่สุด โดยพบว่ารายงานทุกชิ้นมีเนื้อหาเชิงบวกอ้างคำให้สัมภาษณ์โฆษกกลุ่มมาราปาตานี (Party B) และฝ่ายรัฐบาลไทยคือพลเอกอักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข และพลตรีสิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยสันติสุข ยืนยันว่า คณะพูดคุยสันติสุขจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาสร้างพื้นที่ปลอดภัย วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ นี้ ที่กรุงกัวลัมเปอร์ ภายหลังคณะทำงานด้านเทคนิคร่วมได้ให้ความเห็นชอบในกรอบแนวทางการการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งสื่อต่างประเทศประเมินว่าเป็นความสำเร็จครั้งที่ ๑ ของกระบวนการพูดคุยสันติสุข (first breakthrough)
          ประเด็นความคืบหน้าของการดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชน ๓ คน ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๘ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑) หลังเผยแพร่รายงาน “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้” ในต้นปี ๒๕๕๙ ซึ่งตำรวจได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนเรียกร้องให้อัยการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดี และอ้างว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไม่มีสิทธิในการฟ้อง เนื่องจากเจตนาของกฎหมายหมิ่นประมาทต้องการปกป้องสิทธิของบุคคล ไม่ใช่ กอ.รมน. ซึ่งเป็นนิติบุคคล
          ประเด็นที่สื่อมาเลเซียให้ความสำคัญนอกจากประเด็นการพูดคุยสันติสุขแล้ว ก็เป็นประเด็นการปราบปรามจับกุมยาเสพติดซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาตำรวจมาเลเซียและตำรวจไทยได้ประสานงานทางด้านข่าวกรองจนนำไปสู่การจับกุมนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้ที่รัฐเปอร์ลิสและเคดาห์ นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อมวลชนมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต.ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติสุขที่จะจัดขึ้นที่กรุงกัวลัมเปอร์ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ นี้
          ๕.๑ สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานข่าวความคืบหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุขภายหลังคณะทำงานเทคนิคร่วมเห็นชอบกรอบการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะพูดคุยสันติสุขระหว่าง Party A และ Party B วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์นี้
          สำนักข่าว Bernama รายงานเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ว่า หลังจากใช้เวลาเกือบสามปีกับกระบวนการพูดคุยที่เป็นไปอย่างยากลำบาก รัฐบาลไทยและกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ จชต.ใกล้บรรลุความสำเร็จขั้นที่หนึ่ง คือ ใกล้จะบรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์จัดสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจได้ข้อสรุปในที่ประชุมปลายเดือนนี้ที่ประเทศมาเลเซีย
          “ทั้งสองฝ่ายตกลงเห็นชอบในหลักการการสร้างพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหารือในรายละเอียดแนวปฏิบัติที่ทั้งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของทั้งสองฝ่าย”, พลเอกอักษรา เกิดผล ให้สัมภาษณ์กับ Bernama

    (-- After nearly three years of hard and difficult negotiations, the Thai government and militant groups in the southern part of the country are on the verge of achieving their first breakthrough.
    Both sides are just steps away from a historic agreement on the setting up of safety zones in southern Thailand, which could be concluded during their upcoming round of negotiations in Malaysia later this month. "We have already agreed on the principle of safety zone and we are now discussing the practical details of it to ensure (both sides) comply with the measures," Thailand's head of the government peace panel, Gen. Aksara Kerdphol told Bernama in an interview recently.....)

          ทางด้านสำนักข่าว  Reuters รายงานเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ อ้างคำให้สัมภาษณ์ของเลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข พลตรีสิทธิ ตระกูลวงศ์ บอกว่า
          “ทั้งสองฝ่ายตกลงเห็นชอบที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อแสดงความจริงใจ ซึ่งนับว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุด ของการพูดคุยในช่วงสองปีที่ผ่านมา”

    (“Both sides have agreed to the creation of a safety zone in one of the three southern provinces to show their good faith,” negotiator Major General Sithi Trakulwong told Reuters.
    “This is the most progress we’ve made in over two years of negotiations.”)

          สำนักข่าว BBC ภาคภาษาไทย มีรายงานประเด็นเดียวกันเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ อ้างคำให้สัมภาษณ์ของพล.ต.สิทธิ ให้รายละเอียดของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยว่า จะเกิดขึ้นในอำเภอใดอำเภอหนึ่งของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อทดสอบความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐและฝ่ายผู้เห็นต่าง
          พล.ต.สิทธิ ปฏิเสธที่จะระบุว่าพื้นที่นำร่องจะอยู่ในอำเภอ หรือจังหวัดใด โดยบอกเพียงว่าน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเป็นจุดที่ฝ่ายมาราปาตานีเป็นผู้เสนอ หลังจากนี้จะนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมเต็มคณะของทั้งสองฝ่ายอีกครั้งในปลายเดือนนี้ที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นจะตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อดำเนินการจัดตั้งให้เกิดผล
          "การตั้งพื้นที่ปลอดภัยนี้เป็นสิ่งที่คณะทำงานทางเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในหลักการ สิ่งนี้เป็นความหวังและเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานระหว่างคนในพื้นที่ ผู้ที่อยู่ตรงข้ามรัฐและฝ่ายรัฐ ซึ่งต่างคาดหวังว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี คงจะไม่มีการลงนามในเอกสารหลักฐานใด ๆ อย่างเป็นทางการ"
          อย่างไรก็ตามในรายงานของสำนักข่าว Reuters มีบางส่วนที่เป็นข้อกังขาของนักวิเคราะห์สถานการณ์ จชต.ที่มองว่ากลุ่มที่รัฐบาลไทยกำลังพูดคุยด้วย (มาราปาตานี) เป็นพวกนักรบพลัดถิ่นที่ไม่สามารถสั่งการกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ จชต.ได้ พร้อมทั้งระบุว่า บีอาร์เอ็น ซึ่งมีกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการพูดคุย
          “การตกลงสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยที่ปีกกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นไม่ได้รู้เห็นมีส่วนร่วมตัดสินใจ อาจส่งให้เกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น”, แอนโทนี่ เดวี่ส์ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของ IHS-Jane’s กล่าวกับสำนักข่าว Reuters

    (Analysts say the government is negotiating with a group comprised mostly of exiled fighters that does not carry weight on the ground. The insurgent group Barisan Revolusi Nasional (BRN), which has been left out of negotiations, is now the main actor in the three provinces, they say. “Any agreement on the implementation of safety zones that does not include the military wing of BRN will very likely result in an escalation of violence,” Anthony Davis, a Bangkok-based security analyst with IHS-Jane’s, told Reuters.)
    ที่มาข้อมูล ; http://www.bernama.com/bernama/v8/newsindex.php?id=1331851
    http://www.themalaymailonline.com/world/article/thai-army-claims-breakthrough-pact-with-separatists-in-restive-south​
    http://www.benarnews.org/english/news/thai/new-talks-02212017165042.html​
    http://www.bbc.com/thai/thailand-39050876?ocid=socialflow_facebook​

          ๕.๒ ความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับนักสิทธิมนุษยชน ๓ คน ที่กอ.รมน.ภาค ๔ แจ้งความดำเนินคดีในความผิดกฏหมายหมิ่นประมาท และพรบ.คอมพิวเตอร์ หลังเผยแพร่รายงาน “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งตำรวจได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณา เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ เป็นประเด็นที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักให้ความสนใจรายงาน รวมทั้งสำนักข่าว AFP ที่รายงานเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ว่า นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน คือ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ประธานแอมแนสตี้ประเทศไทย อัญชนา หีมนิมะ แห่งมูลนิธิด้วยใจ และสมชาย หอมละออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เรียกร้องให้กองทัพบกถอนฟ้องในคดีดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวหาว่า การดำเนินคดีกับพวกเขาเป็นความพยายามที่จะปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์
          รายงานของสำนักข่าว AFP คดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของคณะทหารมักจะใช้กฏหมายหมิ่นประมาทเพื่อขัดขวางหรือระงับมิให้มีการรายงานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาใช้อำนาจโดยมิชอบหรือทุจริตคอรัปชั่น

    (Rights groups today urged the Thai army to drop defamation charges against three activists over a landmark report on torture in the conflict-hit south, decrying the prosecution as an effort to silence critics. A state prosecutor is considering whether to press on with the controversial case against Pornpen Khongkachonkiet —  the chair of Amnesty International Thailand — Anchana Heemmina and Somchai Homlaor. The trio could face up to seven years in jail for defamation and a separate charge filed for publishing the report online.  The case is being closely watched in junta-run Thailand where authorities routinely use defamation laws to shut down reporting of allegations of abuse or corruption.)

          ทางด้านสำนักข่าว Benarnews รายงานในวันเดียวกันว่า นส.พรเพ็ญ ได้ยื่นหนังสือถึงพนักงานอัยการขอให้พิจารณาสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า
          จุดประสงค์ในการยื่นหนังสือต่อพนักงานอัยการครั้งนี้ เพื่อขอให้พนักงานอัยการอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการในการสั่งคดี ขอให้พนักงานอัยการสั่งตามที่เห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานบุคคลสำคัญเพิ่มเติม รวมทั้งพิจารณาถึงข้อเท็จจริง และเชื่อว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไม่มีสิทธิในการฟ้อง เนื่องจากเจตนาของกฎหมายหมิ่นประมาทต้องการปกป้องสิทธิของบุคคล ไม่ใช่ กอ.รมน. ซึ่งเป็นนิติบุคคล​
    ที่มาข้อมูล ; http://www.themalaymailonline.com/world/article/thai-junta-urged-to-drop-case-against-torture-activists
    http://www.straitstimes.com/asia/se-asia/thai-army-urged-to-drop-case-against-3-activists​

                ๕.๒.๑ ถัดมาอีกหนึ่งวันในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์  สำนักข่าว Benarnews รายงานว่า องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้แถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2559-60 โดยชี้ว่า สิทธิของประชาชนไทยยังถูกจำกัดโดยรัฐบาลทหาร โดยผู้ร่วมเสวนาเรียกร้องให้มีการปกป้องสิทธิของนักสิทธิมนุษยชน หลังจากในช่วงที่ผ่านมา นักสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่งถูกคุกคามด้วยวิธีต่างๆ
          องค์กรแอมเนสตี้ฯ สรุปว่า ประเทศไทย ยังมีประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนหลายประเด็นที่น่าเป็นห่วง อาทิ ระบบยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุม การจับกุมและควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยพลการ การขัดแย้งกันด้วยอาวุธในประเทศ การทรมานและการปฎิบัติที่โหดร้าย และผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง
          นอกจากนั้น ในวาระเดียวกันนี้ ได้มีการเสวนา “เราอยู่ตรงไหนในกระบวนการทำงานเพื่อปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน?” ซึ่ง น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ องค์กรที่เคลื่อนไหวปกป้องสิทธิของประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้กล่าวว่า หากที่ผ่านมา รัฐมองการเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชนว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีมองใหม่ เนื่องจากการเคลื่อนไหวนั้น มีความมุ่งหมายเพื่อปกป้องสิทธิประชาชนจำนวนมาก หาได้กระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง
    น.ส.อัญชนา ยังเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการฟ้องร้องที่รัฐได้กระทำต่อนักสิทธิมนุษยชนในช่วงที่ผ่านมาด้วย
    ที่มาข้อมูล ; http://www.benarnews.org/thai/news/TH-amnesty-02222017132735.html

          ๕.๓ สำนักข่าว Benarnews รายงานเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ว่า สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนคนหนึ่งในจังหวัดยะลาได้โทรศัพท์ถึงแม่ทัพภาคที่ ๔ โดยตรงแสดงความประสงค์ขอร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ขอให้แม่ทัพเดินทางมารับตัวด้วย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้.....
          ในวันศุกร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์  นายอาหะมะ ดือเระ สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน ได้โทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ 0925324989 ซึ่งพลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กำหนดไว้เป็นศูนย์กลางการติดต่อสำหรับผู้ที่เห็นต่างที่ต้องการให้ไปรับตัว เพื่อเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ซึ่งต่อมา พลโทปิยวัฒน์ ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ไปยังบ้านกูแบปูรง ม.1 ต.กาลอ อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อรับตัวนายอาหะมะ ดือเระ ด้วยตนเอง
          พลโทปิยวัฒน์ กล่าวว่า นายอาหะมะ ดือเระ มีอายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28/2 ม. 5 ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา เป็นผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 4 หมาย และเคลื่อนไหวก่อเหตุในเขตพื้นที่ อ.เมือง อ.กรงปินัง จ.ยะลา และ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยใช้พื้นที่ อ.รามัน เป็นพื้นที่หลบซ่อนตัว และได้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง
          นายอาหะมะ ดือเระ กล่าวว่า การตัดสินใจเข้ารายงานกับท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ในครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนมีความระส่ำระสาย เกิดความแตกแยกขึ้นในองค์กร ทำให้ตนเองและสมาชิกหลายคนขาดความเชื่อมั่น ประกอบกับที่ผ่านมา ทางผู้นำองค์กรเองไม่มีความจริงใจในการข่วยเหลือกลุ่มสมาชิกจึงเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย
          "ยังมีสมาชิกอีกหลายคนที่ต้องการออกมารายงานตัวกับทางราชการ แม้ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย แต่คิดว่าดีกว่าอยู่ข้างใน ที่ผ่านต้องใช้ชีวิตแบบหลบซ่อนตัว มาประมาณ 8 ปี รู้สึกเบื่อที่ต้องใช้ชีวิตแบบนั้น" นายอาหะมะ กล่าวในการแถลงข่าวในเวลาต่อมา

    (Thailand’s 4th Army Region commander flew in a helicopter Friday to pick up an alleged Muslim insurgent in the Deep South who was turning himself in after eight years in hiding.
    Lt. Gen. Piyawat Nakwanich made the trip after Ahama Duere called to say he wished to surrender. Piyawat flew from Sena Narong military camp in Songkhla province to Yala province to capture the rebel personally. Ahama, 38, is a suspected Deep South separatist who had four arrest warrants in Muang and Krong Pinang districts in Yala province, and Rueso district in nearby Narathiwat province, the lieutenant general told reporters. For nearly a decade, Ahama hid out in Raman district in Yala. 
    Ahama said he called authorities to surrender because his separatist group was disorganized and he and other members lacked confidence in their leaders.
    “There are still many members who wanted to come out and turn themselves in, although they do not because they are not assured they will be safe. I think it’s better than staying inside. I had been in a hideout during the past eight years and I was tired of that life,” Ahama told reporters.)
    ที่มาข้อมูล ; http://www.benarnews.org/thai/news/TH-insurgent-surrender-02242017101345.html
    http://www.benarnews.org/english/news/thai/helicopter-surrender-02242017154020.html​

          ๕.๔ สำนักข่าว Benarnews รายงานเมื่อวันที่  ๒๔ กุมภาพันธ์ ว่าได้เกิดเหตุลอบวางระเบิดหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
          ในวันศุกร์ ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบนำระเบิดซุกซ่อนไว้ในจักรยานยนต์พ่วงข้าง ก่อนจุดระเบิดใส่ชุดเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจอาสาสมัครรักษาดินแดน ขณะเดินทางอยู่บนถนนบ้านมะแนดาแล-บ้านมะกอ เป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 4 นาย ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงเปิดเผยว่า พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
          พ.ต.อ.ประยง โคตรสาขา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุลอบวางระเบิดจักรยานยนต์บอมบ์ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณริมถนนมะแนดาแล-บ้านมะกอ ม.1 ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ โดยในที่เกิดเหตุพบซากจักรยานยนต์พ่วงข้าง ซึ่งเชื่อว่าคนร้ายใช้ซุกซ่อนวัตถุระเบิด
          เหตุระเบิดในวันนี้ เกิดขึ้นในท่ามกลางการนัดหมายการพูดคุยเพื่อยืนยันและวางรายละเอียดของการจัดตั้ง “พื้นที่ปลอดภัยนำร่อง” ที่ทางคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของไทย และฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ (มาราปาตานี)  กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้
    ที่มาข้อมูล ; http://www.benarnews.org/thai/news/TH-deepsouth-violence-02242017101137.html

          ๕.๕ สื่อมวลชนมาเลเซีย รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซียและไทย ได้ร่วมกันจับกุมแก๊งค์ค้ายาเสพติด ที่รัฐเปอร์ลิสและเคดาห์ โดยปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เวลาเพียง ๒๐ นาที ในตอนเย็นวันอาทิตย์ ๑๙ กุมภาพันธ์ จับกุมผู้ต้องหา ๓ คน พร้อมยาบ้าของกลางน้ำหนัก ๙๐ กิโลกรัม มูลค่า ๖.๓ ล้านมาเลเซียริงกิต
    เจ้าหน้าตำรวจมาเลเซียบอกว่า ยาเสพติดทั้งหมดนี้เตรียมไว้จำหน่ายในมาเลเซียและส่งออกไปยังอินโดนีเซีย

    (In just 20 minutes, a joint Malaysian-Thai police operation crippled a drug trafficking syndicate with the seizure of 90kg of syabu in Kedah and Perlis last Sunday.
    In the simultaneous operation involving three raids from 4.50pm to 5.15pm, the two police forces detained three local men to shed light on the seizure of the drug worth about RM6.3 million.
    Initial police investigations revealed the syndicate catered to the local market and smuggled syabu into Indonesia.....)
    ที่มาข้อมูล ; http://www.bernama.com/bernama/v8/newsindex.php?id=1331746
    http://www.thestar.com.my/news/nation/2017/02/23/three-drugtrafficking-newbies-fail-to-fool-cops-men-were-held-shortly-after-crossing-thaimsia-border/

    เกณฑ์ในการอ่านค่าสัมประสิทธิ์กร๊าฟเส้น

    ช่วงของค่าสัมประสิทธิ์

    ความหมายของค่าสัมประสิทธิ์

    มากกว่า 2.00

    เพิ่มมาก

    1.10 – 2.00

    เพิ่มค่อนข้างมาก

    0.60 – 1.00

    เพิ่มในระดับหนึ่ง

    0.10 – 0.50

    เพิ่มเล็กน้อย

    0.02 – 0.09

    เพิ่มเพียงเล็กน้อย

    0.00 – 0.01

    ค่อนข้างคงที่

    (-0.01) – 0.00

    ค่อนข้างคงที่

    (-0.09) – (-0.02)

    ลดเพียงเล็กน้อย

    (-0.50) – (-0.10)

    ลดเล็กน้อย

    (-1.00) – (-0.60)

    ลดในระดับหนึ่ง

    (-2.00) – (-1.10)

    ลดค่อนข้างมาก

    น้อยกว่า (– 2.00)

    ลดมาก

Comment
Related